กันแดด ปกป้องผิว

ฤดูกาลที่เปลี่ยนไปมีผลให้ผิวเราถูกทำลาย ยิ่งช่วงหน้าหนาวหรือหน้าร้อนควรทาผิวด้วยครีมหรือโลชั่น ปกป้องผิว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ผู้หญิงทุกคนย่อมปรารถนาที่จะมีผิวสวย จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดในช่วง 09.00-15.00 น. เพราะแสงแดดจะทำลายผิวได้มากที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่รังสียูวีจะตกมาถึงโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้โดนแสงแดดเลย เพราะการสัมผัสแสงแดดอ่อนๆเพียงวันละ 15 นาทีตอนเช้า ไม่มีผลต่อการทำลายสุขภาพผิวมากนัก แต่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามินดี

ส่วนประกอบของรังสีที่แผ่กระจายจากดวงอาทิตย์มีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น
1.แสงอินฟราเรด (Infrared light)
2.แสงที่มองเห็นได้ (Visible light)
3.แสงอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet light)

ตัวที่มีผลกับผิวสวยอย่างเรามากที่สุด คือแสงอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet light) ซึ่งเราสามารถวัดค่ารังสีได้ด้วยเครื่องวัดรังสี UVA และ UVB (UV Meter) แบ่งตามช่วงความยาวคลื่นได้ 3 ช่วงคือ

3.1 ยูวีเอ (UVA) เป็นแสงในช่วงความยาวคลื่น 320-400 นาโนเมตร ทำให้เกิดผิวคล้ำแดด เพราะแสงจะกระตุ้นการสร้างเมลานิน แต่ไม่ทำให้เกิดการอักเสบ
3.2 ยูวีบี (UVB) เป็นแสงในช่วงความยาวคลื่น 290-320 นาโนเมตร ทำให้เกิดผิวเกรียมแดดและผิวหนังอักเสบ ผิวแก่ก่อนวัย และเกิดมะเร็งผิวหนัง
3.3 ยูวีซี (UVC) เป็นแสงในช่วงความยาวคลื่น180-290 นาโมเมตร โดยมากจะถูกดูดซับโดยก๊าซโอโซนในบรรยากาศ ไม่ตกลงมาถึงโลก (แสงอัลตราไวโอเลตที่มาถึงโลกจะอยู่ในช่วงความยาวคลื่น 290-400 นาโมเมตร ซึ่งก็คือยูวีเอและยูวีบี)

ปกป้องผิวด้วย Sunscreen หรือผลิตภัณฑ์ป้องกันแดด เข้ามามีบทบาทในการดูแลผิวพรรณของพวกเราเป็นอย่างมาก เพราะผิวหนังที่ปราศจากสิ่งปกปิดเมื่อถูกแสงแดดเป็นเวลานานจะเกิดการบวมแดงพองและลอกออกในที่สุด หรือเรียกง่ายๆว่า “แดดเผา” (sunburn) แต่ถ้าเพียงทำให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เรียกว่าเกิด “ผิวสีแทน”(tanning) กรณีที่ถูกแดดจัดๆ นานๆ นอกจากจะทำให้ผิวหนังบวมแดงพองแล้ว อาจมีอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย มีไข้ร่วมด้วย

ค่า SPF หรือ Sun Protection Factor คือค่าความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสีว่านานเท่าใดผิวจึงจะปรากฏอาการแดงเมื่อทาผลิตภัณฑ์เปรียบเทียบกับการไม่ทาผลิตภัณฑ์ เช่น ผิวโดนแสงแดดโดยไม่ทาครีม กันแดด นาน 25 นาที ผิวจึงแดง แต่เมื่อทาครีมกันแดดแล้วจะใช้เวลานานขึ้นเป็น 375 นาที ผิวจึงแดง

สำหรับคนไทย ค่า SPF ที่เหมาะสมคือ SPF 15  ค่า SPF ของครีมนั้นคือ 375/25 = 15 พูดง่ายๆว่าทาครีมนั้นแล้วผิวจะทนแสงนานขึ้น 15 เท่า (ไม่ใช่มากขึ้น 15 เท่า)  แต่ปัจจุบันครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่านี้มีให้เลือกมากมาย ความสามารถในการดูดซับรังสียูวีบีก็จะเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก ที่แน่ๆราคาก็จะสูงตามไปด้วย แถมโอกาสแพ้ก็มากขึ้นเช่นกัน

เราอาจพบว่าครีมกันแดดมี SPF 30 แต่พอทาจริงๆ วัดแล้วเหลือแค่ 15 ก็มี ไม่ใช่ว่าใส่สารกันแดดไม่ครบ แต่เพราะเรามักทาบางกว่าที่เขากำหนดไว้ หรือระยะเวลาหลังทาครีมกันแดดยิ่งนานค่า SPF ก็จะลดลงถึง 50% ทำให้ได้ค่า SPF ต่ำกว่าที่ผลิตภัณฑ์ระบุไว้

ดังนั้น ควรเลือกใช้ SPF มากกว่า 30 ขึ้นไป และควรทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง เพราะครีมกันแดดบางส่วนจะถูกเช็ดออกหรือชะล้างออกด้วยเหงื่อ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พึงระลึกเสมอก็คือ ไม่มีผลิตภัณฑ์กันแดดตัวใดสามารถปกป้องผิวและอันตรายจากแสงแดดได้ 100%

อย่าเพิ่งชะล่าใจ ถ้าวันๆแทบไม่โดนแดดเราก็ต้องทาครีมกันแดด เพื่อ ปกป้องผิว เพราะแม้รังสียูวีบีจะถูกกรองออกไปได้ด้วยกระจก ไม่มีโอกาสมาถึงที่ที่เราอยู่ แต่รังสีทุกชนิดอาจเข้ามาในบ้านที่เปิดประตูหน้าต่างไว้ด้วยกระแสลม สรุปได้ว่ายังจำเป็นต้องทาครีมกันแดดนั่นเอง

Cr.โลกวันนี้