แบตเตอรี่สำรอง ค่าย iPhone

กลายเป็นเซอร์ไพรส์สร้างความประหลาดใจสำหรับสาวก iPhone อีกครั้ง เมื่อแอปเปิลคลอดเคสซิลิโคน (Smart Battery Case) ตัวใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) ขนาด 1,877 mAh ฝังอยู่ภายในและดีไซน์สุดแปลกจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก ถึงแนวคิดและการออกแบบแบตเตอรีเคสที่ไม่น่าเชื่อว่าแอปเปิลจะเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank)

ยิ่งเมื่อเกิดการเปรียบเทียบกับผู้ผลิตแบตเตอรีเคสและแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) รายอื่นในท้องตลาดที่วางจำหน่ายมาก่อนแอปเปิล เช่น Mophie กระแสวิพากษ์วิจารณ์ยิ่งร้อนแรงมากขึ้น จนทีมงานไซเบอร์ใจไม่ไหวต้องตามหาเคสซิลิโคน (Smart Battery Case) สำหรับใช้กับ iPhone 6s มาทดสอบเพื่อพิสูจน์ด้วยตาของตัวเองว่าท้ายสุดแล้วเคสซิลิโคน (Smart Battery Case) จะเป็นอุปกรณ์เสริมยอดแย่หรือไม่

เคสซิลิโคน (Smart Battery Case) ออกแบบมาเพื่อใช้กับ iPhone 6s และ iPhone 6 รุ่นหน้าจอ 4.7” เท่านั้น เนื่องจาก iPhone รุ่นดังกล่าวมีแบตเตอรีขนาดเล็กเพียง 1,715 mAh (6s) และ 1,810 mAh (6) แน่นอนว่าถ้าใช้งานทั่วไป อายุแบตเตอรีสามารถอยู่ได้ทั้งวันไม่มีปัญหา แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามผู้ใช้นำไปใช้งานนอกสถานที่ เช่น ไปทริปท่องเที่ยวระยะไกล หรือใช้เปิดแผนที่นำทางตลอดเวลา แบตเตอรี iPhone รุ่นนี้จะหมดลงอย่างรวดเร็วมาก

เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้งหมด แอปเปิลจึงได้พัฒนาเคสซิลิโคน (Smart Battery Case) รองรับ iPhone 6s และ iPhone 6  ขึ้นมาในรูปแบบเคสซิลิโคนแบบดั้งเดิม พร้อมรูปแบบการใช้งานที่ง่าย ไม่มีปุ่มกด ไม่ต้องซิงค์ เพียงผู้ใช้นำ iPhone เสียบลงไปที่เคสซิลิโคน (Smart Battery Case) ระบบจะทำงานอัตโนมัติทันที

มาดูในส่วนรูปทรงและสเปกเคสซิลิโคน (Smart Battery Case) ด้านวัสดุภายนอกทั้งหมดเป็นซิลิโคน มีความหนืด จับกระชับมือ ไม่ลื่นเหมือนเคสหนัง ส่วนโครงสร้างเคสมีการออกแบบให้ขอบมีความแข็งแรง ป้องกันการตกกระแทกได้ดี ภายในเคสเป็นไมโครไฟเบอร์พร้อมพอร์ต Lightning ด้านช่องไมโครโฟนและลำโพงถูกย้ายตำแหน่งมาอยู่บริเวณด้านหน้าของเคส (ใช้หลักการสะท้อนเสียง)

ส่วนสเปกแบตเตอรีในเคส แอปเปิลเลือกใช้แบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) แบบเดียวกับใน iPhone คือ Lithium-ion ความจุ 1,877 mAh 3.8V พร้อมชิปควบคุมพลังงานภายในที่ทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ iOS 9.1 เป็นต้นไป

มาดูเรื่องปุ่มกดและพอร์ตเชื่อมต่อรอบตัวเครื่อง เริ่มจากด้านล่างของเคสจะเป็นช่อง Lightning สำหรับเสียบสายชาร์จไฟ ส่วนด้านซ้ายมือจะถูกเจาะเป็นรูวงกลมเพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำแจ็คหูฟัง/Smalltalk 3.5 มิลลิเมตร เสียบเข้ากับพอร์ตที่ตัวเครื่องได้ ด้านข้างจะมีการเจาะช่องสำหรับสวิตซ์เปิดปิดเสียงไว้ ส่วนปุ่มเพิ่มลดระดับเสียงด้านขวาและปุ่มเปิดปิดเครื่องด้านซ้ายจะมีการหล่อซิลิโคนปิดทับอยู่

สำหรับการสวมใส่ iPhone เข้ากับที่ชาร์ตแบตสํารอง (Power Bank) ทำได้ง่ายเพียงแค่นำส่วนท้ายของ iPhone ใส่ลงบริเวณส่วนบนของเคส (เป็นส่วนที่มีความยืดหยุ่นมากสุด สามารถหักงอได้) จากนั้นค่อยๆกดและดัน iPhone ลงในแนวตั้งจนโทรศัพท์ไหลเข้าล็อคแนบสนิทกับเคส ส่วนวิธีการถอดเคสออก เพียงงอส่วนหัวของเคสลงมาจนเห็นตัว iPhone จากนั้นนำนิ้วกดด้านล่างหน้าจอพร้อมดัน iPhone ออกในแนวตั้งขึ้นไปเรื่อยๆ จน iPhone หลุดออกมา

ขึ้นชื่อว่าเป็นเคสซิลิโคน (Smart Battery Case) เพราะฉะนั้นแอปเปิลจึงออกแบบให้ส่วนของซอฟต์แวร์ iOS 9.1 และฮาร์ดแวร์ให้ทำงานสอดประสานกันแบบอัตโนมัติ โดยเมื่อไอโฟนเชื่อมต่อกับเคสที่ชาร์ตแบตสํารอง (Power Bank) ที่แถบแจ้งเตือน (Notification) จะปรากฏสถานะที่ชาร์ตแบตสํารอง (Power Bank) ของเคสขึ้นมา จากนั้นระบบจะปรับการดึงพลังงานจากไอโฟนให้ไปดึงพลังงานจากเคสที่ชาร์ตแบตสํารอง (Power Bank)แทน

ส่วนถ้าผู้ใช้ชาร์จไอโฟนเต็ม 100% อยู่แล้ว เมื่อเชื่อมต่อกับเคสที่ชาร์ตแบตสํารอง (Power Bank) ระบบจะเรียกใช้พลังงานจากเคสที่ชาร์ตแบตสํารอง (Power Bank) ก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อพลังงานในเคสหมดลง ระบบถึงจะเปลี่ยนไปดึงพลังงานจากตัวแบตเตอรีในไอโฟนตามปกติ แต่ทั้งนี้อีกกรณีหนึ่งคือ ถ้าแบตเตอรี iPhone ถูกใช้ไปบางส่วน เมื่อเชื่อมต่อกับเคสแบตเตอรี พลังงานในเคสจะไหลไปชาร์จให้ iPhone จนเต็ม 100% (คล้ายกับกหลักการทำงานของ Power Bank)

จากนั้นเมื่อการชาร์จไฟเต็มแล้ว ระบบจะตัดระบบชาร์จไฟออกและเปลี่ยนสถานะเป็นแหล่งพลังงานหลักให้ iPhone จนเคสที่ชาร์ตแบตสํารอง (Power Bank) พลังงานหมดลง ระบบจะถูกปรับไปดึงไฟจากไอโฟนเหมือนปกติ แต่ทั้งนี้ถ้าคุณใช้ iPhone จนแบตเตอรีหมด 0% และเชื่อมต่อกับแบตเตอรีเคสที่ชาร์ตแบตสํารอง (Power Bank) ที่มีไฟเต็ม 100% ระบบจะชาร์จ iPhone ได้เพียงประมาณ 70-80% เท่านั้น ไฟในแบตเตอรีเคสจะหมดลง

สรุบแล้ว การใช้งานจะเน้นเป็นแบตเตอรีเสริมให้ iPhone (เคสและ iPhone เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกันตลอด ประหนึ่งเป็นแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank)ก้อนที่สอง จุดประสงค์คือเพื่อขยายเวลาการใช้งานสมาร์ทโฟน)  ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาเปิดตัว 4,300 บาท (มีให้เลือก 2 สีได้แก่ สีขาวและสีเทาชาร์โคล) ถือเป็นราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้

แต่สิ่งที่ผู้ใช้ iPhone จะได้จากเคสซิลิโคน (Smart Battery Case) ตัวนี้ก็คือ “การเป็นแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) อุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเพื่อ iPhone และระบบปฏิบัติการ iOS อย่างแท้จริง การจัดการพลังงานทำได้ฉลาดและปลอดภัย สามารถเชื่อมต่อกันตลอดเวลาได้อย่างไม่มีปัญหา” แม้ความจุแบตเตอรีในเคสจะให้มาน้อย

แต่ด้วยความเป็น iOS Device ทำให้การจัดสรรพลังงานเคสซิลิโคน (Smart Battery Case)ภายในทำได้ดีมากทั้งการใช้ชาร์จไฟเข้าและจ่ายไฟให้ไอโฟนทุกอย่างเป็นไปอย่างอัตโนมัติไม่ต้องกลัวปัญหา overcharging พร้อมแถบสถานะแจ้งเตือนที่ถูกติดตั้งเข้ามากับระบบปฏิบัติการ iOS 9.1 เป็นต้นไป

แต่ทั้งนี้อย่างที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ ปัญหาสำคัญที่สุดของเคสซิลิโคน (Smart Battery Case) ก็คือการออกแบบที่แปลกประหลาด ราคาที่สูงและน้ำหนักตัวเคสเมื่อรวมกับ iPhone แล้วหนักมากประหนึ่งพก iPhone 6s สองเครื่องซ้อนทับกัน ใครสนใจคงต้องลองพิจารณาดูความจำเป็นกันเอง แต่เรื่องประสิทธิภาพและการใช้งาน ส่วนนี้ทีมงานคอนเฟริมว่า “ทำได้ดี ไม่ผิดหวัง ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานแอปเปิลเช่นเดิม”

Cr.ข่าวผู้จัดการ