อินเทอร์เน็ต ทั่วไทย 2560

เฟซบุ๊ก (Facebook) เจ้าพ่อเครือข่ายสังคมประกาศปิดบริการฟรีเบสิกส์ (Free Basics) ในอินเดียแล้ว ถือเป็นช่วงเวลาไม่นานหลังจากหน่วยงานอินเดียสั่งระงับบริการอินเทอร์เน็ตที่เปิดให้ชาวอินเดียใช้งานบางเว็บไซต์ และบางแอปพลิเคชันได้ฟรีบนโทรศัพท์มือถือ หรือ เครือข่ายไวไฟ (WiFi)
       
ประชาสัมพันธ์เฟซบุ๊กระบุกับสื่อต่างประเทศว่า โครงการฟรีเบสิกส์จะไม่เปิดให้บริการในประเทศอินเดียอีกต่อไป แม้จะไม่มีการให้เหตุผลโดยตรง แต่ทั้งหมดนี้เป็นผลจากกฎบริการอินเทอร์เน็ตที่สำนักดูแลกิจการโทรคมนาคมอินเดีย หรือ Telecom Regulatory Authority of India (TRAI) ประกาศขึ้นใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 ก.พ.) ซึ่งทำให้โครงการฟรีเบสิกส์ของเฟซบุ๊กเข้าข่ายละเมิดกฎหมายนี้เต็มๆ

สำหรับโครงการฟรีเบสิกส์ หรือที่เคยมีชื่อว่า Internet.org เป็นโครงการที่เฟซบุ๊กเปิดตัวตั้งแต่ปี 2013 ในฐานะโครงการที่จะทำให้เฟซบุ๊กเข้าถึงประชากรโลกอีก 5 พันล้านคนที่ยังไม่ใช้งานเฟซบุ๊ก หลักการสำคัญของโครงการฟรีเบสิกส์ คือ การให้บริการอินเทอร์เน็ตฟรี แต่จำกัดไว้เฉพาะบางเว็บไซต์

จุดนี้ทำให้รัฐบาลอินเดียไม่เห็นด้วย และประกาศกฎหมายห้ามผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตกำหนดราคาใช้งานเว็บไซต์แตกต่างกัน เพราะต้องการให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ทุกบริการออนไลน์ ทุกแอปพลิเคชัน หรือทุกเว็บไซต์บนราคาอินเตอร์เน็ตระดับเดียว ผ่านเครือข่ายไวไฟ (WiFi)  หรือเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G และ 4G สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านทุกช่องทาง แม้นกระทั้งจากตัวรับสัญญาณ WiFi (USB WiFi)
       
การตัดสินใจของรัฐบาลอินเดียเป็นไปตามแนวคิดเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เป็นกลาง หรือ Net Neutrality ซึ่งเน้นให้ผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คิดค่าอินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่ายไวไฟ (WiFi)  หรือเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G และ 4G โดยไม่แบ่งแยกเนื้อหาออนไลน์ เช่น บริการวิดีโอต้องคิดค่าบริการแพง หรือบริการข้อความทั่วไปคิดค่าบริการฟรี

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังเป็นที่ถกเถียง และขัดแย้งในทางปฏิบัติ เพราะฝ่ายสนับสนุน เชื่อว่า ความเป็นกลางจะทำให้การพัฒนาระบบเศรษฐกิจออนไลน์โดยรวมมีทิศทางที่ดี ขณะที่ฝ่ายต่อต้าน เชื่อว่า การแบ่งแยกเนื้อหาในการให้บริการอินเทอร์เน็ตจะทำให้ผู้ใช้ และผู้ให้บริการได้รับประโยชน์มากกว่าเดิม  เพราะประชาชนสามาถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ ไม่ว่าจะอยู่ในเมือง นอกเมือง จากอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งมือถือ หรือตัวรับสัญญาณ WiFi (USB WiFi) ก็ตาม
      
หันกลับมาดูประเทศไทย ตอนนี้ ภาครัฐมองว่าการลงทุนในเรื่องเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เป็นการลงทุนที่จะช่วยสร้างความเท่าเทียม ในที่สุดการลงทุนขยายเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รองรับการใช้งานผ่านเครือข่ายไวไฟ (WiFi)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ อนุมัติงบลงทุน 2 หมื่นล้านบาท ตามที่กระทรวงไอซีทีเสนอ เพื่อพัฒนาระบบอินเตอร์เน็ตให้เข้าถึงครบทุกหมู่บ้าน รวมถึงวางระบบเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนเข้าถึงโลกดิจิทัล โดยใช้เครือข่ายจากแคทและทีโอทีเป็นหลัก

เฟสแรก คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2559 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 15,000 ล้านบาท ครอบลุมพื้นที่กว่าร้อยละ 40 ของประเทศ เบื้องต้น จะต้องขยายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ให้เข้าถึงทุกหมู่บ้านกว่า 7 หมื่นแห่งทั่วประเทศภายใน 12 เดือน  ซึ่งปัจจุบันมีหมู่บ้านราว 40,000 หมู่บ้าน ที่มีอินเตอร์เน็ตใช้งานแล้ว ส่วนอีก 30,000 หมู่บ้าน ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ดังนั้นกระทรวงไอซีที บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ ภาคเอกชน จะร่วมมือกันขับเคลื่อนนโยบายแผนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (DE)

ส่วนในเฟสที่สองจะทำต่อเนื่องกัน ในปี 2560 ยกระดับประเทศไทยให้เป็น ศูนย์กลางโลกดิจิทัลแห่งอาเซียน ในอนาคต เชื่อมอินเทอร์เน็ตต่อระหว่างตะวันตกและตะวันออกจากสหรัฐฯ ผ่านประเทศไทย ไปฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่นได้ (โดยในปัจจุบัน มาเลเซียและสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางในอาเซียน)

ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงานเกี่ยวกับการขยายโครงข่ายเคเบิลในประเทศไปยังระบบเคเบิลใต้น้ำ เพื่อให้สามารถส่งและรับข้อมูลดิจิทัลระหว่างประเทศได้รวดเร็วมากขึ้น เป็นการเพิ่มศักยภาพระบบเคเบิลใต้น้ำของประเทศให้แข่งขันกับมาเลเซียและสิงคโปร์ที่เป็นผู้นำในธุรกิจนี้ของภูมิภาค

การลงทุนในส่วนนี้จะทำให้เรามีความได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยหลังจากมีการวางระบบเคเบิลใต้น้ำตามแผนแล้ว จะสามารถลดต้นทุนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตต่างประเทศของผู้ให้บริการในประเทศไทย ทำให้ค่าบริการของประชาชนถูกลง และสามารถจูงใจให้บริษัทเอกชนรายใหญ่ของโลก เช่น กูเกิล เฟซบุ๊ก เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ในอนาคต

ในอนาคตชุมชนที่ห่างไกลสามารถใช้อินเทอร์เน็ตในการเรียนรู้วิชาการต่างๆ และเพิ่มช่องทางในการขายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรได้ด้วย ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการระบายสินค้าเกษตรให้เกษตรกรในชนบทอีกหน่อยจะมีช่องทางค้าออนไลน์ด้วย

Cr.ข่าวผู้จัดการ