เน็ตเร็วที่สุดในไทย วัดกันตรงไหน

เน็ตเร็วที่สุดในไทย วัดกันตรงไหน


ในปัจจุบัน การสื่อสารไร้สายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสังคมยุคใหม่ การสื่อสารผ่านข้อความ ผ่านรูปภาพ และผ่านวีดีโอ เป็นเรื่องปกติในโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำให้ปริมาณการรับส่งข้อมูลออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และอนาคตในยุค IoT (Internet of Things) อุปกรณ์ต่างๆ นับชิ้นไม่ถ้วนก็จะทำงานเชื่อมโยงผ่านการสื่อสารไร้สาย สัญญาณไวไฟ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์พกพาประจำตัวของแต่ละคน รวมทั้งยานพาหนะต่างๆ หรือแม้แต่ระบบตรวจวัดต่างๆ อุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพประจำตัว เช่น เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดไขมัน เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ฯลฯ ระบบสัญญาณไฟจราจร ระบบตรวจวัดมลพิษในสิ่งแวดล้อม ระบบสมาร์ทมิเตอร์ สมาร์ทโฮม กลอนประตูไฟฟ้า รวมถึงกล้องวงจรปิด(กล้อง IP Camera) ทั่วเมือง เป็นต้น เราจึงจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย อินเทอร์เน็ตไร้สาย ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งความเร็วและคุณภาพการรับส่งข้อมูล แล้วเน็ตเร็วที่สุดในไทย วัดกันตรงไหน ?


ความเร็ว อินเทอร์เน็ตไร้สาย
หากพูดถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายก็ต้องพูดถึงความเร็วคู่กันมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะความเร็วถือเป็นหัวใจสำคัญของอินเทอร์เน็ตไร้สายไม่ว่าจะเป็นเน็ตตามบ้านหรือเครือข่าย 4G LTE ผ่าน ไวไฟพกพา(Pocket WiFi) ซึ่งทุกวันนี้ก็มีความเร็วในระดับเมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ขึ้นไปกันหมดแล้ว สำหรับคนทั่วไปอย่างเราๆ การจะดูว่าอินเทอร์เน็ตไร้สายเร็วหรือไม่ก็มักจะพิจารณาจากตัวเลข Mbps ที่ผู้ให้บริการบอกไว้เป็นหลัก เช่นแพ็คเกจความเร็ว 20 Mbps, 100 Mbps เป็นต้น ซึ่งเราเข้าใจว่าอินเทอร์เน็ตไร้สายตัวเลขยิ่งมากก็ยิ่งเร็วมาก แต่จริงๆ แล้วตัวเลขเหล่านี้ยังไม่ใช่ทั้งหมดของ “ความเร็ว” หากเราต้องการทราบว่าเน็ตที่เราใช้อยู่นั้น “เร็ว” จริงหรือไม่ เราต้องพิจารณาให้ลึกกว่านั้นอีกนิด


ข้อมูล (Data) อินเทอร์เน็ตไร้สาย เดินทางอย่างไร ?
ก่อนอื่นเรามารู้จักการรับ-ส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตไร้สายกันก่อน เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เราจะทำการเปรียบเทียบการส่งข้อมูล (data) ทางอินเทอร์เน็ตผ่านสัญญาณไวไฟในรูปแบบรถบรรทุกส่งของ หากเราใช้รถบรรทุกคันเดิมแต่พ่วงท้ายเพิ่ม เราจะส่งของได้มากขึ้นต่อรอบ แต่ความเร็วในการส่งยังคงเท่าเดิมการพ่วงท้าย เปรียบเสมือนการเพิ่ม Bandwidth คือ ปริมาณข้อมูลที่รับส่งได้ ต่อช่วงเวลา แต่ถ้าเราเปลี่ยนรถคันใหม่ที่เร็วกว่าเดิม 2 เท่า เราส่งของได้เท่าเดิมในแต่ละรอบก็จริง แต่ส่งเร็วกว่าและตีรถกลับมารับของได้เร็วกว่า การเพิ่มความเร็วรถ เปรียบเสมือนการลด Latency ค่าความหน่วงเวลา ตัวนี้จะเป็น “ความเร็ว” จริงๆ ที่ใช้รับส่งข้อมูล


ความเร็ว Bandwidth สำคัญไฉน
Bandwidth คือ “ปริมาณข้อมูลที่สามารถรับ-ส่งได้ใน 1 วินาที” แน่นอนว่ายิ่งตัวเลขสูงก็จะยิ่งดาวน์โหลด-อัปโหลดอะไรๆ ได้เร็วขึ้น เพราะส่งข้อมูลในแต่ละครั้งได้มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งอัตราการส่งข้อมูล Bandwidth นี้มีหน่วยเป็น บิตต่อวินาที หรือ bps และตัวเลขเหล่านี้เองที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบอกเรามาตลอดว่ามันคือ “ความเร็ว” ซึ่งก็ถูกแค่ครึ่งเดียว หากเราใช้อินเทอร์เน็ตแพ็คเกจ 10 Mbps การเปลี่ยนไปใช้แพ็คเกจ 20 Mbps หรือสูงกว่าก็เปรียบได้กับการพ่วงท้ายรถบรรทุก เราจะรับส่งปริมาณข้อมูลได้มากขึ้น แต่จริงๆ แล้วความเร็วที่ข้อมูลเดินทางจากอุปกรณ์ของเราไปยังเซิฟเวอร์และวิ่งกลับมาก็ยังคงเท่าเดิม (ในกรณีที่ไม่ได้เปลี่ยนตัวนำสัญญาณ) จะเห็นผลชัดการรับ-ส่งไฟล์ขนาดใหญ่ เช่นการสตรีมมิ่งวิดีโอ หรือดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆ


กุญแจสำคัญของความเร็ว Latency
ส่วนค่า Latency นั้นคือ “ค่าความหน่วงเวลาในการรับ-ส่งข้อมูล” ซึ่งวัดจากความเร็วที่ข้อมูลเดินทางไปยังเซิฟเวอร์และเซิฟเวอร์ตอบกลับมา 1 รอบ หรือก็คือค่า Ping ที่หลายคนรู้จักกันดีนั่นเอง ซึ่งมีหน่วยเป็นมิลลิวินาที (ms) หากเรามีค่า Ping 20 ms หมายความว่าในการส่งแพ็คเกจข้อมูลไป-กลับแต่ละครั้งใช้เวลา 20 มิลลิวินาที ยิ่ง Ping มากก็จะยิ่งรู้สึกได้ถึงความหน่วง สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า Ping หรือ Latency มีอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตัวกลางที่ใช้ส่งข้อมูล สภาพอากาศ และระยะทางระหว่างอุปกรณ์กับเซิฟเวอร์ เป็นต้น


ความสำคัญของ Ping ค่าความหน่วงเวลาในการรับ-ส่งข้อมูล จะเห็นได้ชัดเวลาเล่นเกมออนไลน์ เนื่องจากเกมออนไลน์มีการรับส่งข้อมูลเล็กๆ กับเซิฟเวอร์ตลอดเวลา กรณีนี้สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่รถบรรทุกที่ขนของได้มาก แต่เป็นรถกระบะที่ส่งของชิ้นเล็กๆ ได้แต่ถึงที่หมายเร็วกว่า หาก Latency หรือ Ping ต่ำ ต่อให้ใช้เน็ต 2 Mbps ก็เล่นได้ลื่นไหลกว่าเน็ต 100 Mbps ที่มี Ping 500+ แน่นอน (และนี่คือเหตุผลว่าทำไมบางคนเปลี่ยนแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตแล้วแต่ยังคงแลคเหมือนเดิม)


ความสำคัญของ Bandwidth ควบคู่กับ Latency
สรุปแล้วก็คือ เมื่อเราพูดถึงความเร็วของอินเทอร์เน็ต เรามักจะนึกถึง Bandwidth อย่างเดียวและมองข้ามเรื่อง Latency ไป การจะดูว่าอินเทอร์เน็ตของเราเร็วจริงหรือไม่ กุญแจสำคัญของความเร็ว จึงต้องพิจารณาทั้ง Bandwidth ปริมาณข้อมูลที่สามารถรับ-ส่งได้ใน 1 วินาที และ Latency ค่าความหน่วงเวลาในการรับ-ส่งข้อมูล ควบคู่กันไป ดังนั้น การชมวีดีโอคุณภาพสูง การถ่ายทอดรายการต่างๆ และการใช้งานที่ต้องตอบสนองการสั่งการในทันที ควรมี Latency Time น้อยกว่า 1 มิลลิวินาที และ ความเร็ว Bandwidth ไม่ต่ำกว่า 100 Mbps อย่างเช่น การผ่าตัดทางไกล การควบคุมหุ่นยนต์กู้ภัย ผ่านสัญญาณไวไฟ หรือ ไวไฟพกพา(Pocket WiFi) เป็นต้น สำหรับอนาคตอันใกล้


Cr.Techmoblog,บ้านเมือง