โลกยุคน้ำแข็งขนาดเล็ก ปี 2030

กระแสข่าวนักดาราศาสตร์ค้นพบทฤษฎีใหม่จากการสังเกตดวงอาทิตย์ว่าอีก 15 ปีข้างหน้า หรือในปี 2030 (พ.ศ.2573) โลกของเราจะเข้าสู่โลกยุคน้ำแข็งขนาดเล็กนั้น ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายว่า จากข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ในช่วงประมาณปี 1645-1750 มีอยู่ช่วงหนึ่งประมาณ 50 ปี ดวงอาทิตย์มีจำนวนจุดดำบนดวงอาทิตย์ หรือ “ซันสปอต” (Sun Spot) น้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Maunder minimum”

เราจึงรู้จักซันสปอตกันมาเป็นร้อยปีแล้ว เพราะเวลาจะสังเกตดวงอาทิตย์ต้องใช้ฟิลเตอร์ดู แล้ววัดขนาดคล้าย ๆ จากการใช้ เวอร์เนียคาลิปเปอร์ ( Vernier Caliper ) เครื่องวัดขนาด ความยาว ความกว้าง เส้นผ่านศูนย์กลาง  ซึ่งจากการศึกษาซันสปอตพบว่ามีช่วงเวลาอยู่ประมาณทุก ๆ 11 ปีจะมีจำนวนจุดสูงสุดและลดลงมาเรื่อย ๆ และก็มีจำนวนสูงขึ้นอีกที จากนั้นก็ลงต่ำอีกเป็นวัฏจักรที่มีการสังเกตพบหลังยุคกาลิเอโอไม่นาน หรือประมาณ 400 ปีที่ผ่านมา

ส่วนปริมาณซันสปอตพบว่ามีการรีเซตตัวเองหลังจากผ่านไป 11 ปี และจะมีการกลับมาที่จุดเริ่มต้นใหม่ ทำให้ทุก ๆ 11 ปีจะกลับมาที่จุดเริ่มต้นใหม่และมีวัฏจักรแบบนี้แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในวัฏจักรล่าสุดพบว่าจำนวนซันสปอตที่ควรมีจำนวนสูงสุด หรือเรียกว่า “โซลาร์ แม็กซิมั่ม” (Solar Maximum) เมื่อปี 2013 แต่พอเข้าปี 2012 ควรจะเป็นแล้วแต่ก็ยังไม่เกิด กลับมีซันสปอต น้อยมาก จึงคาดว่ามันอาจจะดีเลย์ได้เพราะบางทีอาจจะไม่ 11 ปีพอดี

ในช่วงปรากฏการณ์ Maunderminimum หากย้อนกลับไปดูจากบันทึกของคนในยุโรปจะพบว่ามันตรงกับช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นจัดมาก ซึ่งเรียกว่าเป็น “ยุคมินิไอซ์เอจ” (Mini Ice Age) อากาศในช่วงนั้นหนาวเย็นมาก ทะเลสาบบางที่โดยเฉพาะทางตอนเหนือในยุโรปกลายเป็นน้ำแข็ง และไม่ละลายเลยทั้งปี ซึ่งแตกต่างจากช่วงอื่น ๆ ที่ในฤดูร้อนน้ำแข็งจะละลาย จึงเป็นที่มาของสมมุติฐานที่ว่านี้เมื่อมีการสังเกตดวงอาทิตย์และสร้างโมเดลทดลอง

กระแสข่าวนักดาราศาสตร์ค้นพบทฤษฎีใหม่นั้น แต่ละคนมีโมเดลไม่เหมือนกันโดยใช้คอมพิวเตอร์ทำขึ้นมาว่าสนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงแบบนี้แล้วโลกจะเป็นอย่างไร จึงเสนอว่าโลกอาจจะลงสู่ยุค Maunder Minimum หรือโลกยุคน้ำแข็งขนาดเล็ก ทำให้อุณหภูมิของโลกลดลงเพราะได้รับรังสีลดลงเล็กน้อยจากดวงอาทิตย์

อย่างไรก็ตามการเกิดโลกยุคน้ำแข็งขนาดเล็กจะไปชดเชยกับการเกิดภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ได้หรือเปล่ายังไม่มีใครทราบ แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอน แต่ว่าจะร้อนจัดเท่าไหร่ หรือเย็นลงมากแค่ไหน สถานที่ไหนร้อนขึ้นหรือเย็นลง สถานที่ใดฝนหายไปหรือสถานที่ใดมีฝนตกมากขึ้นย่อมแตกต่างกัน แต่การเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นเกิดจากฝีมือมนุษย์ค่อนข้างชัดเจนว่าน่าจะเกิดขึ้น เพราะว่าเราไปรบกวนสิ่งต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ การเพิ่มของกรีนเฮาส์แก๊ส และมหาสมุทรยิ่งน่ากลัวมาก เพราะมหาสมุทรสามารถดูดกลืนก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ดีได้ดีกว่าบรรยากาศถึง 400 เท่า

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราปล่อยไปส่วนมากเกิดจากการเผาฟอสซิลมันจะลงไปอยู่ในมหาสมุทร ไม่ได้อยู่ในบรรยากาศ และคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อมันละลายในมหาสมุทรสามารถทำให้มีความเป็นกรดเพิ่มมากขึ้น มีผลกระทบมากมายมหาศาล เพราะว่าสัตว์ที่มีกระดองหรือต้องใช้แคลเซียมคาร์บอนเนต เช่น หอย ปะการังจะถูกรบกวนหมดขนาดเล็กลงวัดได้จากเครื่องวัดขนาด เวอร์เนีย( Vernier )  ล่าสุดนักฟิสิกส์จากเยอรมนีจึงมีการเปลี่ยนคำว่า Climate Change เป็น Global Change เพราะไม่ใช่เฉพาะสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนเท่านั้นแต่มหาสมุทรก็เปลี่ยนด้วย ซึ่ง Global Change ทั้งหมดเกิดจากฝีมือมนุษย์ ส่วนจะร้อนขึ้นหรือเย็นลงอย่างไรมีหลายทฤษฎีมาก

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศนั้นเปลี่ยนแน่นอน โดยส่วนตัวเชื่อว่าภาวะโลกร้อนชัดเจนมากกว่า แต่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนต้องรอดูและศึกษากันต่อไป เพราะว่าสิ่งแวดล้อมมีความซับซ้อนมาก บางโมเดลบอกว่าถ้าคาร์บอนไดออกไซด์ในมหาสมุทรเพิ่มมากขึ้นมีผลจัดการตัวเองได้เหมือนกัน เช่น พวกสาหร่ายเซลล์เดียวจะเกิดขึ้นมากมาย เพราะใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์แสงสร้างตัวเอง หรือถ้าโลกร้อนขึ้นสิ่งที่ตามมาจะทำให้เมฆเยอะขึ้น มีผลต่อการสะท้อนแสงอาทิตย์ทำให้โลกได้รับแสงอาทิตย์น้อยลง

ดังนั้นในอีก 15 ปีข้างหน้า บางประเทศอาจจะไม่ได้มีอากาศหนาวเย็นจัด อย่างประเทศไทยอาจจะมีแนวโน้มที่ฝนจะตกมากขึ้น และถ้าทะเลสูงขึ้นกรุงเทพฯ จะอยู่อย่างไร เพราะเป็นพื้นที่ที่ต่ำมาก และยังมีแผ่นดินที่กำลังจมลงเนื่องจากการใช้น้ำบาดาลอีก ขณะนี้ภาวะโลกร้อนค่อนข้างชัดเจน ในหลายหลักฐานไม่ใช่เฉพาะอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่มากขึ้น และยังมีอีกข้อมูลหนึ่งที่ชัดเจนคือปริมาณน้ำทะเลที่สูงขึ้นเฉลี่ย 7 เซนติเมตร ไม่ได้เกิดจากการที่น้ำแข็งละลาย เท่าที่พูดคุยกับนักฟิสิกส์หลายคนพบว่าประมาณมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์เป็นผลมาจากการที่น้ำขยายตัวจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิค่อนข้างเป็นหลักฐานที่สำคัญ

สรุปว่าประเทศไทยเราถึงแม้จะเข้าสู่โลกยุคน้ำแข็งขนาดเล็กในอีก 15 ปีก็คงจะไม่หนาวเย็นจนน่าตื่นเต้นมากเท่าผลจากการกระทำให้เกิดภาวะโลกร้อนด้วยน้ำมือมนุษย์ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นโลกยุคน้ำแข็งขนาดเล็กของเราจะอยู่ยากขึ้นแน่นอน ฉะนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเราควรช่วยกันลดภาวะโลกร้อนด้วยวิธีง่าย ๆ และไม่ลำบากมากเกินไปด้วยการลดใช้ถุงพลาสติก ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ ปลูกต้นไม้ เพื่อช่วยโลกของเราให้น่าอยู่มากขึ้นไม่มากก็น้อย

Cr.เดลินิวส์