กินเค็ม เสี่ยง ภาวะหัวใจล้มเหลว

หัวใจของคนเราประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจ ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ทุกๆวัน หัวใจจะเต้นประมาณ 100000 ครั้ง สูบฉีดเลือดประมาณวันละ 2000 แกลลอน ระบบไหลเวียนโลหิตของเราประกอบไปด้วยหลอดเลือด ซึ่งเชื่อมติดต่อกันเป็นโครงข่ายทั่วร่างกาย โดยเริ่มต้นจากหัวใจห้องซ้ายล่าง ฉีดเลือดไปยังหลอดเลือดแดงใหญ่ แล้วต่อไปยังหลอดเลือดแดง ต่อเส้นเลือดฝอย  เลือด ณ.บริเวณนี้จะอุดมไปด้วยอาหารและออกซิเจนสามารถอ่านค่าปริมาณออกซิเจนจาก เครื่องวัดออกซิเจน (Pulse Oximeter)ได้ ซึ่งอาหารและออกซิเจนแลกเปลี่ยนกับเนื้อเยื่อ แล้วไหลกลับสู่หลอดเลือดดำ ซึ่งนำเลือดเข้าหลอดเลือดดำใหญ่และเข้าสู่หัวใจ
       
กรมควบคุมโรคล่าสุดได้แสดงให้เห็นว่า คนกลุ่มวัยทำงานมักมีอาการป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดมากเป็น อันดับที่สองในเพศหญิง และอันดับที่สาม ในเพศชายในประเทศไทย เนื่องจากประชากรวัยทำงานในประเทศไทย จำนวนกว่า 38.31 ล้านคน นับเป็นกลุ่มคนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมในการทำงานในปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับความเร่งรีบ จึงทำให้คนวัยทำงานต้องทานอาหารนอกบ้าน ขาดการออกกำลังกาย พักผ่อนไม่เพียงพอ และมีความเครียดสูง จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ และกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน
       
ภายในงานประชุมวิชาการ Cardio Cocktail 2016 จัดโดยโรงพยาบาลรามาธิบดี ผศ.นพ.ภาวิทย์ เพียรวิจิตร อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยให้ข้อมูลด้านโรคหัวใจ อันเป็นประโยชน์ต่อการดูแลและรักษาผู้ป่วย ซึ่งภายในงานมีบุคลากรทางการแพทย์ที่สนใจเข้าร่วมงานจำนวนกว่า 800 คน  ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามที่ต้องการ จากผลกระทบของโรคความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคเบาหวาน หัวใจเต้นผิดปกติ เป็นต้น

โรคหัวใจล้มเหลวเกิดมาจากการไหลเวียนของเลือดภายในหัวใจเกิดขาดตอนหรือหยุดชะงักลง เลือดมีหน้าที่นำอาหารและออกซิเจนแลกเปลี่ยนกับเนื้อเยื่อต่าง ๆ  แล้วกลับเข้าสู่หัวใจ ขณะที่มีอาการหัวใจล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจของคุณ จะไม่ได้รับออกซิเจนในปริมาณที่เพียงพอ หากปราศจากออกซิเจน กล้ามเนื้อหัวใจอาจเสียหายหรือถูกทำลายได้ เราอาจจะสามารถอ่านค่าปริมาณออกซิเจนในเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจได้จาก เครื่องวัดออกซิเจน (Pulse Oximeter) เพื่อประกอบการวินิจฉัย   โรคหัวใจล้มเหลวสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
       
1. หัวใจห้องขวาล้มเหลว หัวใจห้องขวาจะรับเลือดจากร่างกาย แล้วสูบฉีดไปยังปอดเพื่อฟอกเลือด หากหัวใจห้องขวาล้มเหลวจะทำให้เกิดอาการบวมของเท้า
2. หัวใจห้องซ้ายล้มเหลว หัวใจห้องซ้ายจะรับเลือดที่ฟอกแล้วจากปอดและจะสูบฉีดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เมื่อหัวใจห้องนี้ล้มเหลวจึงทำให้ร่างกายไม่สามารถสูบฉีดเลือด จนเนื้อเยื่อต่าง ๆ ขาดออกซิเจน เกิดการคั่งของน้ำและเกลือในปอด จนส่งให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดได้
       
จากข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ในโรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยที่ 10% ต่อปี โดยมีกลุ่มผู้ป่วยเป็นคนในวัยทำงานอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และยังคงมีแนวโน้มที่มีอายุลดน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากการละเลยการดูแลสุขภาพของตนเอง รวมถึงการบริโภคโซเดียมหรืออาหารที่มีรสชาติเค็มมากเกินไป ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากกรมควบคุมโรคที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยรับประทานเกลือมากถึง 10.8 กรัมต่อวัน และมากกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือ 5 กรัมเท่านั้น

ทั้งนี้ พบว่า ผู้ป่วยวัยทำงานจำนวนมากที่มีประวัติการบริโภคโซเดียม หรืออาหารที่เค็มสูง เช่น ซีอิ๊ว น้ำปลา เต้าเจี้ยว กะปิ ปลาร้า น้ำผลไม้กระป๋อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป ขนมที่มีการเติมผงฟูมีโซเดียม รวมไปถึง ชีส เนื้อสัตว์แปรรูปต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิด โรคความดันโลหิตสูงมากยิ่งขึ้น จนส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว จึงควรหมั่นวัดค่าความดันและอัตราการเต้นหัวใจด้วย เครื่องวัดความดัน (Blood Pressure Monitor) เป็นประจำ
       
สำหรับการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวในปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการที่ก้าวหน้ามากขึ้น จึงส่งผลให้การรักษาประสบความสำเร็จและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือที่ดีระหว่างทีมแพทย์และพยาบาลกับผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ พร้อมทั้งความเหมาะสมของสภาวะของผู้ป่วยในแต่ละรายอีกด้วย อาทิ การรักษาด้วยยา การใส่เครื่องกระตุ้น CRT การใส่เครื่องป้องกันกระแสไฟฟ้าลัดวงจร การซ่อมหลอดเลือดหัวใจ หรือการปลูกถ่ายหัวใจ เป็นต้น

Cr.ข่าวผู้จัดการ