รถบรรทุก ระบบ GPS

จากสถิติอุบัติเหตุรถโดยสารและรถบรรทุก พบว่า เกิดจากพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถ และการบริหารจัดการของผู้ประกอบการ ดังนั้น กรมขนส่งทางบกได้จัดทำโครงการ "มั่นใจทั่วไทย รถยนต์ GPS" เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด เข้ากับศูนย์บริการจัดการเดินรถด้วยระบบจีพีเอส (GPS) ของกรมขนส่งทางบกแบบเรียลไทม์ เช่น ข้อมูลการใช้ความเร็ว ชั่วโมงการขับขี่ และตำแหน่งพิกัดของรถ รวมทั้งติดตั้งเครื่องรูดบัตร (Magnetic Card Reader) รองรับใบอนุญาตขับขี่ ชนิดแถบแม่เหล็ก

ซึ่งรถยนต์ GPS ของกรมขนส่งทางบกแบบเรียลไทม์จะเป็นเครื่องมือ ที่สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการขนส่งสามารถติดตามพฤติกรรม ผู้ขับรถ เพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันและลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือบริหารการขนส่งทางบกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้รถยนต์ GPS  มีการกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะทุกประเภท และรถตู้ (ยกเว้น รถสองแถว, รถหมวด 4 และรถหมวด 1 ภูมิภาค) รถลากจูง และรถบรรทุกขนาดใหญ่ (10 ล้อขึ้นไป) ที่จดทะเบียนใหม่ตั้งแต่ วันที่ 25 ม.ค.59 เป็นต้นไป ต้องติดตั้ง GPS ที่มีคุณลักษณะและระบบการทำงานตามประกาศกรมฯ ทุกคัน ในส่วนของรถที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันดังกล่าวต้องดำเนินการติดตั้ง เชื่อมโยงข้อมูล หรือแก้ไขเครื่องบันทึกข้อมูลตามระยะเวลาที่กำหนดจึงจะสามารถดำเนินการต่ออายุทะเบียนรถได้

นายสนิท กล่าวเพิ่มเติมว่า รถยนต์ GPS สำหรับรถโดยสารและรถบรรทุกที่จดทะเบียนก่อนวันที่ 25 ม.ค.59 กรมขนส่งทางบก กำหนดระยะเวลาดำเนินการของรถแต่ละประเภทตามความเหมาะสม เพื่อให้เจ้าของรถและผู้ประกอบการขนส่งมีเวลาในการเตรียมการเชื่อมโยงข้อมูล แก้ไขและติดตั้ง GPS ให้เป็นไปตามที่กรมฯ กำหนดรถยนต์ GPS ดังนี้ รถโดยสารสาธารณะ รถลากจูง และรถบรรทุกขนาดใหญ่ (10 ล้อขึ้นไป) ที่ติดตั้ง GPS ไว้แล้ว รถยนต์ GPS ต้องเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริการจัดการเดินรถของกรมขนส่งทางบกภายใน ปี 2559

สำหรับรถยนต์ GPS ในส่วนของรถโดยสารสาธารณะที่ยังไม่ได้ติดตั้ง GPS ในส่วนของรถโดยสารสองชั้นกำหนดติดตั้งภายในรอบปีภาษี 2559 ส่วนรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่นๆ จะต้องดำเนินการติดตั้งให้ครบถ้วนภายในรอบปีภาษี 2560 ส่วนรถลากจูงกำหนดติดตั้งภายในรอบปีภาษี 2560 รถบรรทุกสาธารณะภายในรอบปีภาษี 2561 และรถบรรทุกส่วนบุคคลให้ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในรอบปีภาษี 2562 เพื่อให้เป็นรถยนต์ GPS ตามกฎหมายกำหนด  

ส่วนรถบรรทุกที่เข้าข่ายต้องเป็นรถยนต์ GPS นั้นจะเป็นรถบรรทุกในหมวดใด สามารถดูได้จาก กฎกระทรวง ฉบับที่ 4 ปี 2524 ออกตามความ ใน พ.ร.บ.กรมขนส่งทางบก ปี 2522 กำหนดประเภทและลักษณะของรถบรรทุกในเมืองไทยไว้ 9 ลักษณะ

ลักษณะ 1 รถกระบะบรรทุก
ลักษณะ 2 รถตู้บรรทุก
ลักษณะ 3 รถบรรทุกของเหลว
ลักษณะ 4 รถบรรทุกวัตถุอันตราย
ลักษณะ 5 รถเฉพาะกิจ
ลักษณะ 6 รถพ่วง
ลักษณะ 7 รถกึ่งพ่วง
ลักษณะ 8 รถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว และ
ลักษณะ 9 รถลากจูง

รถยนต์ GPS ในหมวดของรถบรรทุกวัตถุอันตราย  และ หรือรถที่ใช้ในการบรรทุกขนส่งวัตถุอันตราย อย่างเช่น รถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซเหลว สารเคมี วัตถุระเบิด และวัสดุไวไฟ เป็นต้น ส่วน รถลากจูง คือ รถที่คนทั่วไปชอบเรียกกันว่า “หัวลาก” ซึ่งใช้สำหรับลากจูง ส่วนที่เป็นรถกึ่งพ่วง เพื่อขนส่งวัตถุอันตราย

รถบรรทุกทั้ง 2 ประเภท ตามประกาศของกรมขนส่งทางบก กำหนดไว้ว่า  ในส่วนของตัวรถ  ต้องเป็นรถยนต์ GPS ที่มีการติดตั้ง เครื่องบันทึกการเดินทาง ด้วย ระบบ GPS-Tracking ตามแบบที่กรมฯ ให้การรับรอง นอกจากนี้ยังต้องติดตั้งเครื่องรูดบัตร (Magnetic Card Reader) รองรับใบอนุญาตขับขี่ ชนิดแถบแม่เหล็ก เพื่อให้สามารถบ่งชี้ตัวผู้ขับ โดยให้ใช้ใบอนุญาตขับขี่ ชนิดแถบแม่เหล็กคล้ายบัตรเอทีเอ็ม รูดไปที่เครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก (Magnetic Card Reader)  ที่ติดตั้ง GPS-Tracking  ไว้ในรถ ก่อนจะออกรถทุกครั้ง...

กรณีรถบรรทุกทั้ง 2 ลักษณะ จดทะเบียนใหม่ หรือเคยแจ้งเลิกใช้ตามมาตรา 79 แล้ว นำไปจดทะเบียนใหม่ ให้เริ่มมีผลบังคับใช้จะต้องติดตั้ง GPS ตามแบบที่กรมฯรับรอง ตั้งแต่ 1 มกราคม  เป็นต้นไป
ส่วนรถที่จดทะเบียนไว้ก่อนหน้า วันที่  1  มกราคม  และยังไม่ได้ติดตั้ง  GPS  จะต้องทำการติดตั้งให้แล้วเสร็จ  ภายในปี  2559

ในแง่การออกและต่อใบอนุญาตขับขี่รถใหญ่ ที่บรรทุกวัตถุอันตราย รองอธิบดีกรมขนส่งทางบก บอกว่า ก่อนที่ไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนใน ปี 2559 ทางกรมฯพยายามหาทางพัฒนาศักยภาพให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกขนาดใหญ่ของไทย เข้าตามเกณฑ์มาตรฐาน ใบขับขี่ ADR ของสหประชาชาติ

โดยการยกระดับรถยนต์ GPS ทั้งการอบรมความรู้ และมาตรฐานการสอบวัดความรู้ เพื่อให้ผู้ได้รับใบขับขี่รถบรรทุกวัตถุอันตราย ทั้งรถลักษณะ 4 และลักษณะ 9 มีมาตรฐานเทียบเท่ากับผู้ขับรถบรรทุกวัตถุอันตรายในทวีปยุโรป เวลานี้ถ้าวัดกันตามมาตรฐานคุณภาพการขับรถบรรทุกใน 10 ชาติอาเซียนด้วยกัน สิงคโปร์กับมาเลเซีย อยู่อันดับต้น ของเราน่าจะอยู่ที่อันดับกลางๆ โดยมีเพื่อนบ้านชาติอื่นตามหลัง

เมื่อถึงเวลาเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2559 เป็นที่คาดหมายว่า จะมีปริมาณรถที่เข้ามาวิ่งพลุกพล่านในเมืองไทยมากขึ้น อยู่ 2 ลักษณะ...ลักษณะแรก คือ รถขนส่งสินค้า ซึ่งรองฯ วัฒนาคาดว่าน่าจะเข้ามาเฉพาะส่วนที่เป็นหางก่อน เช่น รถบรรทุกที่ลากจูงส่วนพ่วงมาทั้งหัวและหาง จากประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อลากมาถึงชายแดนไทย คนขับอาจไม่สันทัดเส้นทางและกฎจราจร อาจใช้วิธีให้ผู้ประกอบการไทย ส่งหัวลากไปลากรับต่อมาจากชายแดน

อีกประเภท คือ รถยนต์ส่วนบุคคล ที่ขับเข้ามาในลักษณะของรถนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหา ที่น่าเป็นห่วง ก็คือ รถบรรทุกสินค้าของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีสภาพไม่สมบูรณ์ หรือเก่ามาก อาจนำเข้ามาวิ่งบนถนนในบ้านเรา ในทางกลับกัน ทั้งรถและคนขับของเราอาจต้องขับเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านด้วย ถ้าทั้ง 2 กรณี ไม่มีการดูแลความพร้อมให้ได้มาตรฐานรถยนต์ GPS นับว่าน่าเป็นห่วง รองอธิบดีกรมขนส่งทางบก ฟันธง.

Cr.ข่าวไทยรัฐ