พนักงาน Gen Y & ความท้าทาย

พนักงาน Gen Y & ความท้าทาย



เป็นเรื่องธรรมดาที่คนต่างวัยกันนั้นจะมีค่านิยม ความเชื่อ ความคิด แนวและวิธีทำงานและวิถีการดำเนินชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ต่างกันตามสังคมแต่ละช่วงเวลา ช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างวัยจึงเกิดขึ้นได้เสมอ พนักงาน Gen X มักบ่นกันหนาหูว่า พนักงาน Gen Y ไม่ค่อยมีน้ำอดน้ำทน ทำงานได้ไม่นานแค่ปีสองปีก็อยากเลื่อนขั้นไวๆ อยากได้เงินเดือนสูงเร็วๆ แต่ทำงานไม่นานก็ลาออกแล้ว ไม่มีความซื่อสัตย์หรือผูกพันภักดีต่อองค์กร เท่าไร ซึ่งจากตามการสำรวจแล้วก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งประเด็นนี้ทำให้เกิดปัญหากับผู้บริหารองค์กรในปัจจุบันที่รู้สึกเหนื่อยใจและกังวลที่จะจ้างหรือเลื่อนขั้นพนักงาน Gen Y ให้ไปดำรงตำแหน่งสูงๆที่สำคัญๆ ขององค์กรได้เพราะเกรงว่าพวกเขาจะอยู่กับองค์กรเพียงไม่นานประเดี๋ยวประด๋าวก็ย้ายไปทำงานที่อื่นแล้ว

ลักษณะนิสัย Gen Y
พนักงาน Gen Y หรือ Y-Generation นั้นหมายถึงคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีอายุ 19-36 ปี (เกิดปี พ.ศ. 2523 ถึง พ.ศ.2540)  พนักงาน Gen Y มักถูกพูดถึงเสมอจากผู้ที่เคยทำงานด้วยว่าเป็นกลุ่มที่ทำงานด้วยได้ยากเหลือเกิน เนื่องจากลักษณะนิสัยเฉพาะกลุ่มที่พร้อมแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ ชอบความท้าทายในงานและมีความมั่นใจในตัวเองสูงเสียด้วยโดยที่ไม่สนใจกับคำวิจารณ์รอบๆ ตัว ขาดการทํางานเป็นทีมที่ดี แม้ว่าเรื่องที่เสนอมานั้นอาจกลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้ก็ตาม แถมยังถูกจัดว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความภักดีต่อองค์กรค่อนข้างน้อย อยากได้เงินเดือนสูง เปลี่ยนงานบ่อยที่สุดอีกด้วย แต่อีกแง่มุมหนึ่งด้วยพลังทางความคิดอันเต็มเปี่ยม มุมความคิดสร้างสรรค์ พร้อมด้วยไฟในการทำงานที่ลุกโชนได้ง่ายๆ เหมือนกัน

เทคโนโลยีและความเร็ว
จุดเด่นของพนักงาน Gen Y ที่เห็นชัดมากที่สุดคือความถนัดในการใช้เทคโนโลยีและความเร็ว คนรุ่นนี้เกิดมาในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเทคโนโลยีสื่อสาร ดังนั้นการแข่งขันทางธุรกิจที่ต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ ต้องใช้ความเร็วในการมองหาความคิดใหม่ การสร้างนวัตกรรมใหม่ คว้าโอกาสใหม่และความท้าทายในงานจึงเป็นเรื่องถนัดของคนวัยนี้ที่มีเหนือคนวัยอื่น ๆ ที่หลายคนที่ตกข่าวด้านเทคโนโลยี งานนี้ปล่อยให้พนักงาน Gen Y เป็นผู้นำไปลุยเป็นทัพหน้าเลย ผู้นำวัยอื่นขององค์กรไปทำเรื่องอื่นที่ถนัดน่าจะดีกว่า

สไตล์การทำงาน Gen Y
จากรายงาน Cisco Connected World Technology Report (CCWTR) ระบุว่า พนักงาน Gen Y ต้องการสไตล์การทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น อยากได้เงินเดือนสูง ความท้าทายในงาน ต้องการเป็นงานอิสระจากตารางเวลาทำงาน 9 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น และไม่ชอบทำงานที่ออฟฟิศ แต่กลับชอบทำงานจากที่บ้านแทน จึงเชื่อได้เลยว่าองค์กรใดที่ปรับรูปแบบการทำงานนอกสถานที่โดยให้พนักงาน Gen Y ทำงานที่บ้านผ่านอุปกรณ์พกพา อาทิ สมาร์ทโฟน,โน้ตบุ๊ก,แท็บเล็ต,เครื่องสแกนแบบพกพา (Portable Scanner) และส่งมอบงานหรือพูดคุยงานผ่าน กล้อง IP Camera (IP Camera) แทนมาทำงานประจำออฟฟิศ มีความได้เปรียบด้านการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่งที่ให้พนักงานทำงานในออฟฟิศ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ตามแบบเดิม ๆ

การทำงานเป็นทีม
เมื่อใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พกพา อินเตอร์เน็ตและมือถือเกือบทั้งวัน พนักงาน Gen Y ย่อมต้องเก่งโซเชียล มีเดียและการสร้างเครือข่ายทางออนไลน์ แต่พอมาพบเจอคนแบบตัวต่อตัวเป็นๆ เห็นหน้าเห็นตากันปรากฏว่ามีอาการขัดเขิน ไม่สามารถสื่อสารทางวาจาได้ดีเท่าที่ควร พนักงาน Gen Y อาจจะเก่งในการนำเสนองานโดยใช้กราฟฟิคและใช้เทคโนโลยี แต่เทคนิคในการพูดโน้มน้าวใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังไม่เก่งพอ พนักงาน Gen Y จึงต้องพัฒนาทักษะในการสื่อสารระหว่างบุคคล สังคมและทักษะในการทํางานเป็นทีมเพื่อให้เขาสามารถสร้างเครือข่ายได้ทั้งแบบดิจิตอลบนโลกโซเชียวมีเดียและแบบตัวต่อตัว

การฝึกอบรม & ประสบการณ์
พนักงาน Gen Y เกิดมาในสังคมที่มีพร้อมด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย มีทรัพยากรนานาชนิดให้ได้เลือกใช้ ไม่เหมือนพนักงาน Gen X (เกิดปี พ.ศ. 2508 ถึง พ.ศ.2522) ที่เกิดมาในสังคมที่ไม่ได้พร้อมพรั่งไปเสียทุกอย่าง ดังนั้นพนักงาน Gen X จึงมีจิตสำนึกในการประหยัดมากกว่าและสามารถเห็นและควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าพนักงาน Gen Y ที่มุ่งเน้นเรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆ และความทันสมัยของเทคโนโลยีจนอาจพร่องหรือพลาดในการดูต้นทุน ซึ่งปัญหานี้แก้ได้ไม่ยากด้วยการฝึกอบรมเรื่องการบริหารจัดการต้นทุน ส่วนในเรื่องประสบการณ์การทำงานที่ขาดหาย ก็สามารถแก้ได้ด้วยการให้พนักงาน Gen X เป็นผู้นำที่สูงวัยกว่าคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ ซึ่งพนักงาน Gen Y ชอบและเต็มใจที่ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่แล้ว

Cr.ข่าว ประชาชาติธุรกิจ