สมาร์ทไลฟ์ สมาร์ทโฮม เมืองอัจฉริยะ


สมาร์ทไลฟ์ สมาร์ทโฮม เมืองอัจฉริยะ



วิถีชีวิตยุคดิจิทัลของคนไทยนับจากนี้ไปอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็น 3 สิ่งอัจฉริยะเกิดขึ้น คือ สมาร์ทซิตี้ (Smart City) สมาร์ทไลฟ์ (Smart Life)  และบ้านอัจฉริยะ สมาร์ทโฮม (Smart Home) เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างถูกเชื่อมโยงด้วย IOT(internet of things) บนสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว การใช้ชีวิตยุคดิจิทัลแบบสมาร์ทๆ เพียงแค่ใช้เพียงปลายนิ้วสัมผัส สามารถควบคุมและรับข่าวสารข้อมูลอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกสิ่งผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่มุมซีกไหนในโลก สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว วิถีชีวิตแบบสมาร์ทๆ ด้วยเทคโนโลยี IOT(internet of things) ที่เข้ามามีบทบาทช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยให้ดีขึ้น กำลังเกิดขึ้นอย่างเต็มตัวอีกในไม่ช้า

สมาร์ทซิตี้ (Smart City) เมืองอัจฉริยะ


คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เผยว่า ขณะนี้ยุคดิจิทัลเมืองไทยยังแค่เพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ (Smart City)  ที่นำเทคโนโลยี IOT(internet of things) เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น เบื้องต้นภาครัฐดำเนินการไปแล้วบางส่วน มี 3 เมืองต้นแบบ ได้แก่ ที่เชียงใหม่กับภูเก็ต ถูกสร้างให้เป็นเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน ส่วน  ที่บางแสน จ.ชลบุรี ถูกสร้างให้เป็นเมืองเดย์แคร์ของผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ ยกตัวอย่างเช่น เมืองอัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุ ภาครัฐได้เข้าไปดำเนินการติดตั้งระบบไซเรนเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่บ้านคนเดียว หรือแม้นกระทั่งผู้ป่วย จะมีรีโมทติดตัวไว้สำหรับกดปุ่มสัญญาณผ่านโมบายอินเทอร์เน็ต ขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดตามตัวผู้สูงอายุ รวมทั้งพัฒนาแอพพลิเคชั่นขึ้นมารองรับโดยเฉพาะ เพื่อรองรับแนวโน้มประชากรของผู้สูงอายุในไทยที่มีอัตราเพิ่มขึ้น จากเดิมปัจจุบัน ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีประมาณ 13-14% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2563 จำนวนกลุ่มผู้สูงอายุมีอัตราการเพิ่มสัดส่วนเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด

นอกจากนี้ ภาครัฐยังขับเคลื่อนสร้างเมืองอัจฉริยะสมาร์ทซิตี้ (Smart City) โดยส่วนคมนาคมได้ผลักดันภาคอุตสาหกรรมรถยนต์เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นยุคดิจิทัลนี้ อนาคตไทยในไม่ช้าจะก้าวเข้าสู่รถยนต์ที่ไร้คนขับเหมือนที่กำลังจะเกิดขึ้นในสิงคโปร์ก็เป็นได้ เบื้องต้นนี้รถเมล์ขนส่งมวลชนเริ่มใช้ระบบจีพีเอส (GPS) เพื่อตรวจสอบและเก็บข้อมูลการวิ่งของรถเมล์ทุกสายที่เป็นไปตามเส้นทางหรือไม่ หรือแม้นกระทั่งความพยายามผลักดันให้คนไทยใช้ระบบพร้อมเพย์ การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เพื่อชำระเงินค่าสินค้าและบริการต่างๆ แทนเงินสด ซึ่งเชื่อว่าวิถีชีวิตของคนไทยในประเทศจะค่อยๆ ปรับเข้าสู่ยุคดิจิตอลในเมืองอัจฉริยะภายในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

สมาร์ทไลฟ์ (Smart Life) ชีวิตชาญฉลาด


ขณะที่ในส่วนของชีวิตชาญฉลาด สมาร์ทไลฟ์ (Smart Life) คือการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี IOT(internet of things) ต่างๆ เพื่อทำให้การใช้ชีวิตชาญฉลาดเรียบง่ายและสะดวกสบายขึ้นในยุคดิจิทัล คุณอลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแอลจี(LG) กล่าวว่า เครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มสมาร์ทไลฟ์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะIOT(internet of things) เริ่มมีกลุ่มคนเมืองรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชั่น Y ที่สนใจสินค้าไอที สินค้าแก็ดเจ็ต หรือนวัตกรรมใหม่ทางเทคโนโลยี IOT(internet of things) มากขึ้น โดยลูกค้าที่มีรายได้ประจำตั้งแต่ 5 หมื่นบาทขึ้นไป เป็นกลุ่มคนที่เริ่มสนใจและเข้าสู่การใช้วิถีชีวิตในรูปแบบชีวิตชาญฉลาด สมาร์ทไลฟ์ (Smart Life) ที่ริเริ่มใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะIOT(internet of things) ภายในบ้าน

ประเทศไทยอยู่ในยุคดิจิทัล ที่เพิ่งเริ่มต้นใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะเท่านั้น มีเพียงสมาร์ททีวีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หรือผ่าน กล่องแอนดรอย จุดเริ่มเติมที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด จากการคาดว่าพฤติกรรมคนไทยเริ่มมีใช้เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น หรือแม้นกระทั่งเครื่องซักผ้าอัจฉริยะมากขึ้น และมั่นใจว่าภายในอีก 10 ปีข้างหน้าภายในครัวเรือนของคนไทยจะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะประจำบ้านครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพราะโครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่ายโมบายอินเทอร์เน็ตวางไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณ 4G หรือกระทั่ง 5G ที่จะเกิดขึ้นในปี 2563

ณ ปัจจุบันเริ่มมีเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ IOT(internet of things) เข้ามาทำตลาดมากมาย อาทิ เช่น หุ่นยนต์ สำหรับดูดฝุ่นและทำความสะอาดพื้นบ้าน ที่สามารถสั่งให้หุ่นยนต์ทำงานเองผ่านอินเทอร์เน็ตแม้เราจะอยู่นอกบ้านก็ตาม และยังสามารถดูการทำงานหุ่นยนต์ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลกได้อีกด้วย ในอนาคต เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะดังกล่าวจะเข้ามาแทนเครื่องดูดฝุ่นแบบเดิม ๆ อย่างไรก็ตามเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะIOT(internet of things) ยังเป็นตลาดที่มีสัดส่วนเพียง 20% ของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด รวมมูลค่า 7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากสินค้าดังกล่าวยังมีราคาสูงจึงทำให้การใช้งานยังไม่ค่อยนิยมแพร่หลายเท่าไรนัก รวมทั้งปัญหารีโมทซึ่งยังไม่สามารถเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านไว้ได้ทั้งหมด

สมาร์ทโฮม (Smart Home) บ้านอัจฉริยะ


ในส่วนของบ้านอัจฉริยะสมาร์ทโฮม (Smart Home) แม้ว่าบ้านอัจฉริยะสมาร์ทโฮม (Smart Home)ยังเป็นตลาดที่ยังเล็กและจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ใช้ที่มีกำลังซื้อสูง เพราะด้วยมูลค่าของบ้านอัจฉริยะมีมูลค่าถึง 40 ล้านบาทขึ้นไป แต่ก็มีหลายค่ายเริ่มขยับตัว มาสร้างบ้านนวัตกรรมยุคดิจิทัลในรูปแบบสมาร์ทโฮม (Smart Home) ดังกล่าวมากขึ้น   เริ่มมีการนำสมาร์ทโฮม (Smart Home)มาใช้งานแล้ว เช่น ไฟอัตโนมัติ ควบคุมเปิด-ปิด และเครื่องปรับอากาศได้ผ่านสมาร์ทโฟน

นอกจากนี้บ้านอัจฉริยะสมาร์ทโฮม (Smart Home) ยังมีกล้องวงจรปิด หรือ กล้อง IP Camera (IP Camera) ที่เชื่อมต่อภาพเข้าสู่สมาร์ทโฟนแบบออนไลน์  ดูแลความปลอดภัยภายในบ้านผู้อยู่อาศัยได้ นอกจากนี้ ยังสามารถดูภาพต่าง ๆ  จาก กล้อง IP Camera (IP Camera) แล้วสั่งการให้ควบคุม กลอนประตูไฟฟ้า (Digital Door Lock) เปิดและปิดประตูเพื่อให้ระบบรักษาความปลอดภัยทำงานได้แม้กระทั่งอยู่นอกบ้าน เนื่องด้วยคนยังกังวลเรื่องความปลอดภัยของบ้านแม้นอยู่นอกบ้าน นอกจากนี้สมาร์ทโฮม (Smart Home) ยังสร้างสีสันให้บ้านด้วยหลอดไฟแอลอีดี(LED) ไฟอัตโนมัติ (Motion Sensor Light) ที่ประหยัดพลังงาน  และมีประโยชน์ตกแต่งให้บ้านดูมีมิติ ซึ่งบ้านอัจฉริยะสมาร์ทโฮม (Smart Home) หลายอย่างสามารถตอบโจทย์นี้ได้

Cr.ข่าวโพสทูเดย์