ถนอมดวงตา ห่างไกลจาก แสงยูวี ( UVA และ UVB)

ถนอมดวงตา ห่างไกลจาก แสงยูวี ( UVA และ UVB)

ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ เราจึงต้องดูแลดวงตาคู่สวยๆ คู่นี้ให้ปลอดภัยจากแสงแดด ใช่ว่าช่วงนี้จะมีฝนตก แต่แสงแดดยามหลังฝนตกก็แดดแรงไม่แพ้ในหน้าร้อน ฉะนั้นไม่ว่าจะฤดูไหนแสงแดดก็สามารถทำอันตรายต่อดวงตาได้เช่นกัน แสงแดดจะประกอบด้วยรังสีอัลตร้าไวโอเลต (ultraviolet) หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า รังสียูวี (UV rays) ช่วงสเป๊กทรั่ม 280 nm ถึง 380 nm ซึ่งเป็นคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่มองเห็นด้วยตาแต่สามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือวัดแสง ที่วัดรังสียูวี (UV Meter)โดยเฉพาะ

 
รังสียูวี(UV) มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
แสงที่มองเห็นด้วยตามีความยาวคลื่น  400-700 นาโนเมตร รังสียูวีจึงมีความยาวคลื่นสั้นกว่า 400 นาโนเมตร มีพลังงานสูง และไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า  ถ้าได้รับรังสียูวีในความเข้มสูง จะส่งผลให้เกิดกระจกตาอักเสบ มีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง ส่วนระยะยาวจะเกิดต้อลม ต้อกระจก ในอนาคตจอตาอาจเสื่อมได้ ส่วนหลอดไฟแต่ละประเภทก็สามารถปล่อยรังสียูวี (UV rays)ออกมาได้เช่นกัน ซึ่ง แสง uv จากหลอดไฟ และแสง uv จากคอม ที่ใช้ภายในที่พักอาศัย เช่น หลอดฟลูโอเรสเซนท์  หลอดฮาโลเจน หลอด LED เป็นต้น วัดได้จาก เครื่องวัดความเข้มแสง


แสงยูวี(UV) ผลกระทบต่อดวงตา
แสงยูวีที่มาจากแสงแดดที่ทำอันตรายต่อดวงตานั้น สามารถทำอันตรายในส่วนต่างๆ ของดวงตาได้ เช่น ทำให้เกิดจุดด่างดำริ้วรอยรอบดวงตา และยังอาจจะทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดขึ้นที่บริเวณเปลือกตาอีกด้วย ต้อลม ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองจากลม ฝุ่น แสงยูวี หากต้อลมลุกลามเข้าไปในตาดำจะเรียกว่าต้อเนื้อ ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดความไม่สวยงาม แต่อาจรบกวนการมองเห็น หรือหากมีการอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดและระคายเคืองได้ การได้รับแสงยูวีในปริมาณมาก ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของกระจกตา ทำให้มีอาการปวดตามากน้ำตาไหล มักจะเกิดอาการประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังจากได้รับแสงยูวี เช่น จากการเชื่อมโลหะโดยไม่สวมใส่แว่นป้องกัน อาการมักจะเป็นอยู่ชั่วคราวประมาณ 1-2 วัน           


ปกป้องเลนส์ตา ห่างไกล ต้อกระจก จอตาเสื่อม 
การได้รับแสงยูวีทำให้เลนส์ตาเป็นต้อกระจกมากขึ้น   ในแต่ละปีมีประชากรกว่า  16   ล้านคนทั่วโลกตาบอดจากต้อกระจก จากรายงานขององค์การอนามัยโลกพบว่า ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของต้อกระจกอาจมีสาเหตุมาจากการได้รับรังสียูวีมากเกินไปซึ่งเป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ ในคนหนุ่มสาวเลนส์ตาที่ยังใสอยู่ไม่สามารถดูดซับรังสียูวีไว้ได้หมด จึงมีโอกาสที่รังสียูวีจะเข้าไปทำลายจอตาทำให้เกิดจอตาเสื่อมได้ แม้ว่าในจอตาของเราจะมีสารหรือเม็ดสีตามธรรมชาติที่ช่วยป้องกันจอตา แต่สารเหล่านี้จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้กระบวนการป้องกันจอตาตามธรรมชาติลดลงและเกิดการเสื่อมของจอตาได้ง่ายขึ้นเมื่อได้รับแสงยูวี นอกจากนี้รังสียูวียังอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะจุดรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ  


วิธีปกป้องดวงตา ให้ห่างไกล ความเข้มแสง และ รังสียูวี(UV)

1. เลี่ยงแสงแดดจ้า - ความร้อนจากแสงแดดที่เกิดจากความเข้มแสง ที่วัดได้จาก เครื่องวัดความเข้มแสง (Lux Meter)จะส่งผลให้หลายๆ คนเกิดอาการตาแห้ง โดยเฉพาะผู้ที่สวมคอนแทคเลนส์ มักเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย ควรใส่ใจดูแลดวงตาให้มากขึ้น โดยหมั่นกะพริบตาบ่อยๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ดวงตา ใช้น้ำตาเทียมหรือยาหยอดตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดจ้า และเลี่ยงการใช้สายตาเพ่งหน้าจอเป็นเวลานานๆ จนทำให้เกิดอาการตาล้าจากแสงยูวี


2. สวมแว่นกันแดด - ควรสวมแว่นกันแดด สวมหมวก หรือกางร่ม ทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด เพื่อลดการโดนแสงยูวีโดยตรง แว่นกันแดดที่ใช้จะต้องสามารถป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB ได้ 99-100 เปอร์เซ็นต์ โดยต้องมีป้ายระบุชัดเจนที่มีประสิทธิภาพและมีค่าการปกป้องแสงยูวีที่วัดได้จากเครื่องมือวัดแสง ทั้งนี้ประสิทธิภาพการป้องกันรังสียูวีไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีหรือระดับความเข้มของเลนส์ เลนส์ควรมีขนาดใหญ่และกว้างสามารถปิดบังดวงตาจากแสงแดดได้ทุกองศา


3. บำรุงสายตา - การใช้สายตาอย่างหนักส่งผลให้ดวงตาเกิดอาการอ่อนล้า กระจกตาไม่แข็งแรง จึงควรดูแลสายตาด้วยการเลือกกินอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ อย่างวิตามินเอ ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา มีบทบาทสำคัญด้านการมองในที่มืด เช่น ผักบุ้ง แครอท ตำลึง ฟักทอง มะละกอ มะม่วงสุก ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สารอาหารลูทีนและซีแซนทีนก็มีส่วนช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก และโรคจอประสาทตาเสื่อมผลกระทบจากแสงยูวี ซึ่งสามารถหาลูทีนและซีแซนทีนได้จากผักผลไม้ที่มีสีเขียวเข้มและสีเหลือง เช่น ผักคะน้า ปวยเล้ง ผักโขม บรอกโคลี ข้าวโพด และพบได้ในไข่แดง เป็นต้น


หมั่นตรวจสุขภาพดวงตา ด้วยจักษุแพทย์
เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตาเช่น อาการเมื่อยตา ตาแห้ง เคืองตา แสบตา แพ้แสง ตาพร่า ปวดตา ปวดศีรษะ ฯลฯ   ควรหมั่นพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติของสายตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และผู้ที่ใช้สายตาในการทำงานเป็นเวลานานๆ จนเกิดอาการผิดปกติกับดวงตาอย่านิ่งนอนใจ หมั่นพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจดวงตา ขอรับคำแนะนำ และดูแลสุขภาพดวงตาให้แข็งแรงอยู่เสมอ



Cr.กรุงเทพธุรกิจ,กระปุก,Dr.Manchima