ครีมกันแดด กับ ริ้วรอยก่อนวัย

ข้อมูลจากเว็บไซต์พยากรณ์อากาศของอังกฤษ weatheronline.co.uk ระบุว่าดัชนีความเข้มข้นแสงของรังสีอัลตราไวโอเลต(UV) ระบุว่า ความเข้มข้นสูงสุดของรังสียูวีที่เป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นและโรคมะเร็งผิวหนังนั้น เปลี่ยนแปลงไปได้ในแต่ละปี โดยความรุนแรงสูงสุดอยู่ในจุดครีษมายัน (ซัมเมอร์โซลสทีซ) ที่ดวงอาทิตย์โคจรไปถึงจุดหยุด (โซลสทีซ) คือจุดสูงสุดทางเหนือที่เกิดขึ้นในราววันที่ 21 มิถุนายน และมีความรุนแรงต่ำสุดในช่วงเหมายัน ที่ดวงอาทิตย์โคจรไปถึงจุดหยุดคือ จุดสุดทางใต้ในราววันที่ 22 ธันวาคม

สสจ.ชัยนาท เตือนคนไทยช่วงอากาศร้อน ผิวหนังอาจคล้ำหรือเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย ถึงขั้นเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ในประเทศไทยช่วงระหว่างวันที่ 14-21 เมษายนที่ผ่าน อยู่ที่ 12 (ความเสี่ยงปานกลางต่อความเข้มข้นของรังสียูวีที่ระดับ 6-9 และเสี่ยงสูงต่อความเข้มข้นของรังสียูวีที่ระดับ 10 ขึ้นไป ซึ่งผิวหนังสามารถเกิดไหม้ได้ หากสัมผัสความเข้มแสงกับรังสียูวีในแสงแดดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาราว 30 – 60 นาที) โดยดัชนีนี้วัดค่าจากปริมาณของรังสียูวีที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง

สสจ.ชัยนาทแนะ วิธีการเลือกผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด เพื่อลดปริมาณรังสียูวีที่จะส่องถึงผิวหนัง รังสียูวีหรือรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet Radiation:UV) หรือรังสีเหนือม่วง เป็นรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากการแผ่ของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 100–400 nm ซึ่งตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้แต่วัดค่าได้จากเครื่องวัดแสง UV (UV Meter)

นายแพทย์พูลสิทธิ์ ศีติสาร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนมาก ทำให้มีผู้ป่วยเป็นลมแดดเข้ามารักษาอยู่ทุกวัน ทั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ในโซนเขตร้อนมีแสงแดดจัดเกือบตลอดทั้งปี จึงยากที่จะหลบเลี่ยงแสงแดดได้ ความจริงแสงแดดมีทั้งคุณและโทษ การได้รับแสงแดดวันละ 10-15 นาที เหมาะกับการสร้างวิตามินดีที่จำเป็นต่อกระดูก แต่หากได้รับแสงแดดมากเกินไปหรือได้รับในช่วงเวลาที่แดดจัด ในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. รังสียูวีหรือรังสีอัลตราไวโอเลต(UV) จะไปทำให้ผิวหนังคล้ำหรือเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย อาจทำให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนัง

คำแนะนำคือ พยายามอย่าให้โดนแสงอาทิตย์โดยตรงโดยให้ใส่เสื้อผ้าปกปิดผิวหนังหรือทาครีมกันแดดที่มีค่าประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดด ที่มี ค่า SPF (Sun Protection Factor) 15 ขึ้นไป ผลิตภัณฑ์กันแดดจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการป้องกันภัยร้ายที่อาจเกิดจากแสงแดดสามารถลดปริมาณรังสียูวีที่จะมาถึงผิว ซึ่งสารป้องกันแดดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มสารที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสง เช่น ซิงก์ออกไซด์ ไททาเนียมไดออกไซด์ สารกลุ่มนี้จะเคลือบบนผิวไม่ดูดซึมเข้าผิวหนัง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติดูดซับรังสียูวี รังสียูวีเอ รังสียูวีบี(UVB) เช่น แอนทรานิเลต เบนโซฟีโนน หรือซินนาเมต ทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังน้อยลง แต่อาจทำให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองได้มากกว่าสารกลุ่มแรก

ค่า SPF (Sun Protection Factor) จะเป็นตัวบ่งบอกให้ทราบว่า เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดนั้นแล้วจะช่วยป้องกันรังสียูวีบี(UVB)จากแสงแดดได้นานแค่ไหนผิวจึงจะไหม้ โดยขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงแดด โดยทั่วไปสามารถใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 เมื่ออยู่กลางแจ้ง หรือขณะเล่นกีฬาอาจจะใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF 30 ซึ่งผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF สูง จะมีความเข้มข้นของสารป้องกันแสงแดดที่สูงตามไปด้วย อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้มากกว่าครีมกันแดดที่มีค่า SPF ต่ำ จึงต้องระมัดระวังในการใช้เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

สำหรับค่า SPF สูงกว่า 50 (ในฉลากแสดงเป็น SPF 50+) ก็ไม่ได้แตกต่างไปจาก SPF 30 มากนัก แต่ราคาจะแตกต่างกันมาก ผู้บริโภคควรพิจารณาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม ส่วนค่า PA (Protection grade of UVA) หรือ PFA (Protection factor for UV-A) นั้น เป็นการช่วยป้องกันรังสียูวีเอ(UVA)ที่เป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นและโรคมะเร็งผิวหนัง สามารถดูค่าบนฉลากที่จะแสดงระดับเป็น PA+ หรือ PA++ หรือ PA+++ ขึ้นกับระดับความสามารถจากน้อยไปหามากในการป้องกันรังสียูวีเอ(UVA)

ทั้งนี้ วิธีการป้องกันอันตรายจากแสงแดดที่ดีที่สุด ควรอยู่ในที่ร่ม สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด สวมหมวกปีกกว้าง รวมทั้งสวมแว่นกันแดด เพราะรังสียูวี นอกจากจะเป็นสาเหตุของเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย โรคมะเร็งผิวหนังแล้ว ยังเป็นสาเหตุของโรคต้อกระจกได้ด้วย ดังนั้นก่อนซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดทุกครั้งควรเลือกให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้และปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัดและทาก่อนออกไปกลางแจ้งอย่างน้อย 15-30 นาที ยกเว้นรอบดวงตาและริมฝีปาก

กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด แต่ให้หลีกเลี่ยงแสงแดดแทน ซึ่งสามารถวัดค่าUV ได้จากเครื่องวัดแสง UV (UV Meter) หากใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดแล้วมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ให้หยุดใช้ทันที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมทั้งให้นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปปรึกษาแพทย์ด้วย

Cr.ข่าวไทยรัฐ