เมือกหอยทาก แห่งแรกในเอเชีย

ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยซิสเทมาติกส์ของสัตว์ ผู้ศึกษาทำวิจัยเรื่องนี้ เปิดเผยว่า ลักษณะที่โดดเด่นของหอยทากคือการผลิตเมือกหอยทากเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างอมตะ ทั้งเมือกจากหอยทากเพื่อให้ประโยชน์ในการเดินที่สง่างามในธรรมชาติ และเมือกจากแมนเทิลให้ผิวพรรณของหอยทากคงความชุ่มชื้น แม้แต่เมือกที่ขับออกมาเพื่อป้องกันตัวจากศัตรูก็มีประโยชน์เช่นกัน หอยทากจะสร้างเมือกเหนียวๆ เพราะเมือกนี้จะช่วยให้มันสามารถคลานผ่านคมมืดโกนได้โดยไม่มีบาดแผลได้  หอยทากตัวใหญ่ที่สุดที่เคยพบความยาวที่วัดได้จาก เวอร์เนียคาลิปเปอร์ (Vernier Caliper) ได้ถึง 15 นิ้ว

ด้วยเหตุนี้ อาณาจักรโรมันหรืออียิปต์ ได้ใช้ประโยชน์จากหอยทากเพื่อการบริโภค และใช้ประโยชน์จากเมือกเพื่อความงาม แม้ปัจจุบันหลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และชิลี เป็นต้น ได้ค้นพบความลับของเมือกหอยทากที่นอกจากจะมีสรรพคุณช่วยให้ผิวนุ่มนวล บำรุงผิวหน้าจนมีการเพาะเลี้ยงและนำสารสกัดจากเมือกหอยทากมาใช้เพื่อความงามแล้ว ยังมีการวิเคราะห์ทางเคมีที่พบสารประกอบที่เป็นประโยชน์มากมาย เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านการอักเสบ โปรตีนและเปปไทด์ที่เป็นประโยชน์ด้านการบํารุงผิวพรรณอีกด้วย
       
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดฟาร์มหอยทากเชิงนิเวศ (Siam Snail Eco Farm) แหล่งผลิตเมือกหอยทาก ความงามแห่งแรกในเอเชีย ขึ้นในพื้นที่ 10 ไร่ บริเวณ หมู่ 2 ถนนร่วมพัฒนา แขวงลำต้อยติ่ง เขตหนองจอก กทม. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดงานวิจัยด้านหอยทากนานกว่า 30 ปี ของ ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งเป้าเป็นแหล่งผลิตเมือกหอยทากสำหรับอุตสาหกรรมความงาม และเป็นแหล่งเรียนรู้หอยทากแบบครบวงจร พร้อมวางแผนตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์หอยทากภายในพื้นที่ 10 ไร่

จากการค้นคว้าและวิจัยหอยทากนานกว่า 30 ปี ทำให้ทราบถึงลักษณะที่โดดเด่นและคุณสมบัติของเมือกหอยทากที่ช่วยฟื้นฟูสุขภาพผิว ช่วยชะลอความหย่อนคล้อยของผิว บำรุงผิวหน้า ซึ่งสามารถสกัดได้จากการหลั่งเมือกจากเท้าหอยทากและเมือกจากแมนเทิล ที่ช่วยสร้างความชุ่มชื้น เมือกหอยทากมีสรรพคุณช่วยทำให้ผิวนุ่มนวล ยังมีผลการวิเคราะห์ทางเคมีพบสารต่างๆ อาทิ สารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านการอักเสบ โปรตีนและเปปไทด์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการบํารุงผิวพรรณ
       
ศ.ดร.สมศักดิ์กล่าวว่า ฟาร์มหอยทากเชิงนิเวศแห่งแรกในเอเชีย ได้เลี้ยง “หอยนวล” ซึ่งเป็นหอยที่ให้ปริมาณน้ำเมือกที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางบำรุงผิวหน้าในปริมาณมากกว่าหอยทากชนิดอื่นๆ โดยเลี้ยงภายใต้ระบบที่ควบคุมทั้งอุณหภูมิและความชื้นให้ใกล้เคียงถิ่นอาศัยในธรรมชาติของหอย และขุดสระน้ำให้มีความลึกถึง 5 เมตร เพื่อควบคุมให้มีความชื้นตลอดทั้งปี ปัจจุบันมีหอยนวลในฟาร์ม 10,000 ตัว และตั้งเป้าเลี้ยงให้ได้ 100,000 ตัว
       
ในกระบวนการเก็บน้ำเมือกนั้นต้องอาศัยผู้ชำนาญในการสัมผัสส่วนแมนเทิล (mantle) อย่างเบามือเพื่อให้หอยทากหลั่งเมือกออกมา ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นส่วนที่ให้เมือกคุณภาพดีที่สุด โดยมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ 6 ชนิด คือ สารต้านเชื้อแบคทีเรีย กรดไกลโคลิคช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้ว อาลันโทอินช่วยสร้างเนื้อเยื่อใหม่ กรดไฮยาลูโรนิคช่วยผยุงเนื้อเยื่อให้ตึงและสะสมน้ำให้ผิวชุ่มชื้น สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินเอ ดี อี ช่วยบํารุงผิวพรรณ บำรุงผิวหน้า
       
ศ.ดร.สมศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า เมือกจากส่วนเท้าของหอยทากที่จะหลั่งออกมาเป็นทางเมื่อเดินไปตามพื้น มีสารต้านเชื้อแบคทีเรียแต่ไม่มีสารบำรุงผิว หากนำมาทาหน้าหรือให้ทากเดินบนหน้าจะทำให้รูขุมขนอุดตันและเป็นสิวได้ โดยปัจจุบันสยามสเนลได้นำเมือกจากหอยนวลและบางส่วนจากหอยนกขมิ้นกับหอยทากสยามมาผลิตเป็นเครื่องสำอาง 4 ชนิด คือ ครีมบำรุงผิวสูตรกลางวัน ครีมบำรุงผิวสูตรกลาง เซรั่มลดเลือนริ้วรอย และเซรั่มเพื่อผิวกระจางใส
       
นอกจากเป็นฟาร์มเลี้ยงหอยทากผลิตเมือกสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางแล้ว ศ.ดร.สมศักดิ์กล่าวต่อว่า ยังมีโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์หอยทากแห่งแรกในเอเชีย ภายในฟาร์ม เพื่อให้เด็กไทยและคนไทยได้รู้จักทรัพยากรที่มีคุณค่าของไทย รวมถึงนิทรรศการเปลือกหอยแปลกตาจากทั่วโลก มีขนาดต่าง ๆ กัน สามารถดูและวัดขนาดที่ละเอียดได้จากเครื่องมือวัด เวอร์เนียคาลิปเปอร์ (Vernier Caliper) และยังเป็นโชว์รูมให้นักท่องเที่ยวได้แวะมาเยี่ยมชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก่อนเดินทางต่อไปยังสยามบินสุวรรณภูมิที่อยู่ใกล้เคียง

Cr.ข่าวสารจุฬาฯ