โรคพาร์กินสัน รักษาได้

ร่างกายคนเราเมื่อเข้าสู่วัยชราก็เป็นธรรมดาที่โรคภัยไข้เจ็บจะมาเยือนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ โรคที่เกิดได้แก่ "โรคพาร์กินสัน" ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางที่จะส่งผลให้เกิดอาการสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้า

สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคพาร์กินสัน

 

1. ความชราภาพของสมอง มีผลทำให้เซลล์สมองที่สร้างสารโดพามีน (เกิดจากกลุ่มเซลล์ประสาทที่มีสีดำที่อยู่บริเวณก้านสมอง โดยทำหน้าที่สำคัญในการสั่งร่างกายให้เคลื่อนไหว) มีจำนวนลดลง โดยมากพบในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง และจัดว่าเป็นกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุจำเพาะแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด

 

2. ยากล่อมประสาทหลัก หรือยานอนหลับที่ออกฤทธิ์กดหรือต้านการสร้างสารโดพามีน โดยมากพบในผู้ป่วยโรคทางจิตเวชที่ต้องได้รับยากลุ่มนี้เพื่อป้องกันการคลุ้มคลั่ง รวมถึงอาการอื่น ๆ ทางประสาท แต่ปัจจุบันยากลุ่มนี้ลดความนิยมในการใช้ลง แต่ปลอดภัยสูงกว่าและไม่มีผลต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน

 

3. ยาลดความดันโลหิตสูง สำหรับผู้มีความดันโลหิตสูงที่วัดได้จากเครื่องวัดความดัน (Blood Pressure Monitor) ในอดีตมียาลดความดันโลหิตที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง จึงทำให้สมองลดการสร้างสารโดพามีน แต่ในระยะหลัง ๆ ยาควบคุมความดันโลหิตส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์นอกระบบประสาทส่วนกลาง แต่มีผลทำให้ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย จึงไม่ส่งต่อสมองที่จะทำให้เกิดโรคพาร์กินสันต่อไป

 

4. หลอดเลือดในสมองอุดตัน ทำให้เซลล์สมองที่สร้างโดพามีนมีจำนวนน้อย หรือหมดไป

 

5. สารพิษทำลายสมองและการอักเสบของสมอง ได้แก่ สารแมงกานีสในโรงงานถ่านไฟฉาย พิษจากสารคาร์บอนมอนนอกไซด์

 

6. สมองขาดออกซิเจน ที่วัดได้จากเครื่องวัดออกซิเจน (Pulse Oximeter) ในกรณีที่เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจจากเสมหะหรืออาหาร  ศีรษะถูกกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ หรือโรคเมาหมัดในนักมวย

 

7. โรคทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสัน ซึ่งเกิดจากการที่มีอาการของโรคตับพิการร่วมกับโรคสมอง สาเหตุมาจากธาตุทองแดงไปเกาะในตับและสมองมากจนเป็นอันตรายขึ้นมา

 

8. ยากลุ่มต้านแคลเซียมที่ใช้ในโรคหัวใจ โรคสมอง ยาแก้เวียนศีรษะ และยาแก้อาเจียนบางชนิด


นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดน Arvid Carlsson เป็นผู้ค้นพบสารโดพามีน เมื่อช่วงทศวรรษ 1950 และยังพบว่าการให้สารตั้งต้นของโดพามีน คือ L-Dopa สามารถรักษาอาการของโรคพาร์กินสันได้ ทำให้ท่านได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 2000

จากการวิจัย โดยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร พบว่า เมล็ดหมามุ่ย มีสารแอลโดปา (L-Dopa) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์โดพามีน (Dopamine) หรือสารที่มีอิทธิพลสูงต่อระบบสืบพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นสารสื่อประสาท ซึ่งใช้ในการรักษาโรคพาร์กินสันอีกด้วย แต่ต้องใช้ในรูปแบบของการผ่านวิธีการสกัดมาเป็นยาเม็ดเพราะร่างกายไม่สามารถได้รับสารในรูปแบบของเมล็ดสดได้

โรคพาร์กินสัน เกิดจากความเสื่อมของสมองส่วนที่ควบคุมการหลั่งของสารสื่อประสาทโดพามีน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว โดยพบว่าสารพิษ อนุมูลอิสระ มีส่วนในการทำลายเซลล์สมองที่ควบคุมการหลั่งของโดพามีน ผู้ป่วยจึงมักมีอาการมือสั่น และมักเป็นข้างเดียว เดินช้าลง แขนไม่แกว่ง ทรงตัวไม่สม่ำเสมอ เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก ในรายผู้สูงอายุอาจทำให้เกิดการหกล้มและนำไปสู่ภาวะกระดูกหักได้ การรักษาแพทย์นิยมใช้ยา “ลีโวโดปา (Levodopa)” เพื่อทดแทนโดพามีนที่ขาดหายไปจากเซลล์สมองที่เสื่อมลง

การเสื่อมและตายไปของเซลล์สมองที่สร้างสารโดพามีน จนไม่สามารถสร้างสารโดพามีนได้เพียงพอ สารโดพามีนนี้มีความสำคัญต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย การตายของเซลล์กลุ่มนี้เกิดขึ้นได้เป็นปกติในผู้สูงอายุ แต่ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน พบว่ามีเซลล์ตายมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด

โดพามีน (dopamine) เหมาะสำหรับโรคพาร์กินสัน เป็นสารเคมีในสมองที่จัดอยู่ในกลุ่มแคทีโคลามีน สร้างมาจากกรดอะมิโนชนิดไทโรซีน โดยอาศัยการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไฮดร็อกซิเลส ในสมองมีปริมาณโดพามีนประมาณร้อยละ 80 ของสารกลุ่มแคทีโคลามีนที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหมด นอกจากนี้ยังหลั่งมาจากสมองส่วนไฮโปธาลามัส ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งการหลั่งโปรแลคตินจากกลีบส่วนหน้าของต่อมพิทูอิตารี

เมื่อร่างกายหลั่งสารโดพามีนออกมาจะส่งผลต่ออารมณ์ของบุคคลมีความตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น ไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ รอบตัว โดพามีนเป็นสารเคมีที่หลั่งออกมาทุกครั้งที่ได้ข้องเกี่ยวกับความรัก ระดับโดพามีนในสมองสูงขึ้นจากอาหารจำพวกโปรตีนสูง ร่างกายสร้างสารโดพามีนขึ้นมาจากกรดอะมิโนไทโรซีน และ L-Dopa โดยร่างกายได้รับกรดอะมิโนไทโรซีนจากอาหารประเภทโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเหลือง อาหารทะเล ไข่ และนม จะช่วยให้สมองมีพลัง กระฉับกระเฉง และตื่นตัว อีกทั้งยังช่วยเหลือผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้ดีด้วย

Cr.Green Clinic