ฝนดาวตก เจมินิดส์

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โดยนายศรันย์ โปษยจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)(สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) ชวนชมฝนดาวตกส่งท้ายปี 2558 ฝนดาวตกเจมินิดส์  หรือ ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ คืนวันที่ 14 ธันวาคม 2558 ตั้งแต่เวลาประมาณ 20.30 น. เป็นต้นไป จนถึงเช้ามืดวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีนี้เหมาะแก่การสังเกตการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์เป็นอย่างยิ่ง เพราะตรงกับคืนเดือนมืด ดวงจันทร์ตกลับขอบฟ้าตั้งแต่หัวค่ำ จึงไม่มีแสงจันทร์รบกวนตลอดคืน คาดอาจมีอัตราตกสูงสุดถึง 120 ดวงต่อชั่วโมง หากฟ้าใส เห็นได้ทุกภูมิภาคของไทย แนะชมในที่มืดสนิท ไม่มีแสงไฟรบกวนสามารถวัดค่าแสงได้จากเครื่องวัดแสง(LUX Meter)  จะเห็นได้ชัดเจน

นายศรันย์ กล่าวว่า ในการนี้สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ จัดกิจกรรมสังเกตการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ คืนวันที่ 14 ธันวาคม  ทั้งหมด 3 จุด  ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ได้แก่  

1.เชียงใหม่ - ร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จัดกิจกรรมบริเวณจุดสูงสุดแดนสยาม ณ ยอดดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่   สอบถามโทร. 053-225569 ต่อ 305 , 081-8854353

2.นครราชสีมา - หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อ.เมือง นครราชสีมา สอบถามโทร. 044-216254 , 086-4291489

3.ฉะเชิงเทรา - หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา  สอบถามโทร. 038-589396 , 084-0882264

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ ได้แนะนำเทคนิคการถ่ายภาพฝนดาวตกว่า ควรใช้กล้องที่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ ใช้ความไวแสงสูงๆ ตั้งแต่ ISO 1600 ขึ้นไป เพื่อให้กล้องมีความไวแสงในการบันทึกภาพฝนดาวตก รวมทั้งการตั้งกล้องบนขาตั้งกล้องที่มั่นคง และใช้เลนส์มุมกว้างเพื่อให้สามารถเก็บภาพท้องฟ้าให้ได้กว้างที่สุด

การตั้งกล้องบนขาตั้งกล้องที่มั่นคงโดยหันหน้ากล้องไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทิศของศูนย์กลางการกระจายของฝนดาวตกและไม่มีแสงไฟรบกวนขณะถ่ายรูปจะเห็นได้ชัดเจน สามารถวัดค่าแสงได้จากเครื่องวัดแสง(LUX Meter) การบันทึกภาพฝนดาวตกบริเวณกลุ่มดาวคนคู่ซึ่งจะเริ่มโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าตั้งแต่เวลาประมาณสองทุ่ม ของวันที่ 14 ธันวาคม เป็นต้นไป

สำหรับฝนดาวตกเจมินิดส์เกิดจากการที่โลกเคลื่อนที่เข้าตัดกับกระแสธารของเศษหินและเศษฝุ่นขนาดน้อยใหญ่ที่ดาวเคราะห์น้อย3200เฟธอน ทิ้งไว้ในขณะเคลื่อนผ่านเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน เมื่อโลกโคจรผ่านเส้นทางดังกล่าว สายธารของเศษหินและฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเกิดเป็นลำแสงวาบหรือในบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟที่มีสีสวยงาม(fireball)

ฝนดาวตกแตกต่างจากดาวตกทั่วไป คือเป็นดาวตกที่ มีทิศทางเหมือนมาจากจุดๆ หนึ่งบนท้องฟ้า เรียกว่า จุดศูนย์กลางการกระจาย (Radiant) เมื่อจุดศูนย์กลางการกระจายตรงหรือใกล้เคียงกับกลุ่มดาวอะไร ก็จะเรียกชื่อฝนดาวตกตามกลุ่มดาวนั้นๆ หรือ ดาวที่อยู่ใกล้กลุ่มดาวนั้น เช่น ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต เป็นต้น

Cr.ประชาชาติธุรกิจ