สินค้าจีไอ (GI)

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯได้จัดทำแผนส่งเสริมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเอกลักษณ์ชุมชน (GI) หรือสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) โดยขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการขอให้ใช้สินค้าจีไอ(GI)มอบเป็นของที่ระลึก แก่ผู้ที่ได้พบปะเจรจาหรือติดต่องานด้วย โดยเฉพาะการประชุมร่วมกับผู้นำหรือตัวแทนจากประเทศต่างๆเพื่อเป็นการกระตุ้น และสร้างการรู้จักให้กับสินค้าจีไอ(GI)อีกทางหนึ่ง

ขณะเดียวกันจะหารือกับหน่วยงานต่างการในการกำหนดเรื่องราวของสินค้าจีไอ(GI) ที่ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนแล้ว63 สินค้าว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ตั้งแต่การเพาะปลูก การผลิต ไปจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและช่วยให้ผู้ผลิตสินค้าจีไอ(GI)มีรายได้เพิ่ม มากขึ้น พร้อมผลักดันให้มีการนำระบบเครื่องอ่านบาร์โค้ด(Barcode Reader)มาใช้ที่ตัวสินค้าใช้มือถือสแกนอ่านบาร์โค้ดดูก็จะรู้ เรื่องราวเกี่ยวกับสินค้าตัวนั้น ๆ ได้เลย

เมื่อนำระบบเครื่องอ่านบาร์โค้ด(Barcode Reader)มาใช้ที่ตัวสินค้านี้คนก็จะรู้ว่าสินค้าจีไอ(GI)เป็นของดีของชุมชน รวมทั้งส่งผลต่อเศรษฐกิจ ส่วนการทำการตลาดให้กับสินค้าจีไอ(GI)นั้น กรมฯจะผลักดันให้มีการนำสินค้าจีไอ(GI)ไปแสดงและจำหน่ายในงานแสดงสินค้าสำคัญๆ ระดับประเทศ ทั้งงานไอพี แฟร์, ท็อป ไทยแบรนด์, จีไอ มาร์เก็ต และงานไทยเฟ็กซ์ เพื่อเป็นการเปิดตัวสินค้าจีไอ(GI)ออกสู่ตลาด ทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับแผนการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ(GI)ในปี 59 กรมฯ ตั้งเป้าที่จะเพิ่มให้ได้อย่างน้อย 8 จังหวัดโดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ ลำไย ลำพูน, น้ำตาลสด เกยชัย และเครื่องปั้นดินเผา บ้านมอญนครสวรรค์ , กล้วยไข่กำแพงเพชร, ไข่เค็มดินสอพอง ลพบุรี, กระท้อน ตะลุง ผ้าทอบ้านหมี่ ข้าวหอมมะลิลพบุรี , มังคุดเขาคีรีวงศ์ นครศรีธรรมราช , ผ้าหมักโคลนล้านหนองสูง มุกดาหาร , ทุเรียนปราจีนบุรี และแห้วสุพรรณ สุพรรณบุรี

ปัจจุบันมีสินค้าจีไอ(GI)ยื่นคำขอ 129 คำขอ เป็นสินค้าจีไอ(GI)ไทย 113 คำขอ และจีไอต่างประเทศ 16คำขอ และกรมฯ ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว 74 คำขอ เป็นสินค้าจีไอ(GI)ไทย 63 คำขอ และจีไอต่างประเทศ11 คำขอ ส่วนเป้าหมายในภาพรวมได้กำหนดให้ภายในปี 60 ทุกจังหวัดจะต้องมีสินค้าจีไอ(GI)ตามโครงการ 1 จังหวัดต่อ 1 สินค้าจีไอ(GI)โดยปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 22 จังหวัดที่ยังไม่ได้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ(GI)

สินค้าจีไอ(GI)ที่ขึ้นทะเบียนในปี 58 มี 15 คำขอ ได้แก่
เงาะโรงเรียนนาสารสุราษฎร์ธานี
ส้มโอปูโกยะรังปัตตานี
ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน
สังคโลกสุโขทัย
ข้าวคำหอมแพร่
เครื่องเคลือบเวียงกาหลงเชียงราย
ลิ้นจี่แม่ใจพะเยา
กาแฟเทพเสด็จเชียงใหม่
สับปะรดบ้านคาราชบุรี
พริกบางช้างสมุทรสงคราม
สับปะรดทองระยอง
ปลากุเลาเค็มตากใบนราธิวาส
สับปะรดตราดสีทองตราด
ไก่ย่างเขาสวนกวางขอนแก่น
กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก

นางนันทวัลย์ กล่าวว่า ในด้านการส่งเสริมสินค้าจีไอ(GI)ในต่างประเทศ กรมฯมีแผนที่จะคัดสรรสินค้าจีไอ(GI)ผลักดันไปขึ้นทะเบียนในตลาดต่างประเทศให้ได้ เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในประเทศจีน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ผลักดันให้สหภาพยุโรป (อียู) รับจดทะเบียนสินค้าจีไอ(GI)ไทยได้แล้ว 3 รายการ คือ

  1. 1.ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้
  2. 2.กาแฟดอยช้าง
  3. 3.กาแฟดอยตุง


โดยเหลือข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคำขอ และเส้นไหมพื้นบ้านอีสาน ที่ยื่นจดที่ประเทศเวียดนามและได้รับการการจดทะเบียนจีไอ(GI)แล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญา มีแนวทางการส่งเสริมสินค้าจีไอ(GI)  ปี 2559 มีเป้าหมายหลักๆ คือ ต้องการให้สินค้าจีไอ(GI) เป็นสินค้าที่ประชาชนรับรู้และเข้าใจว่าคืออะไร เช่น สินค้า GI คือสินค้าเอกลักษณ์ท้องถิ่น แล้งทำอย่างไรให้สินค้าจีไอ(GI) ใน 63 รายการ เป็นสินค้าที่มีความต้องการในตลาด หรือขายสินค้าได้ดีขึ้น และ การส่งเสริมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้า และทำให้ผู้บริโภคมองเห็นและเกิดการเลือกซื้อสินค้า แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะให้เพิ่มจำนวนให้ได้ตามเป้า แต่ต้องการให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจในตัวสินค้า GI มากกว่า

Cr.ประชาชาติธุรกิจ,เดลินิวส์