นวัตกรรมทันตกรรม

Photo : Center for Health Reporting

กล่าวกันว่ากันว่าประเทศที่กำลังพัฒนานั้น เขาวัดทางความเจริญจะมากน้อยแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่พอจะเป็นตัวชี้วัดได้คือ ความก้าวหน้าด้านทันตกรรม และสุขภาพ น่าสนใจว่าการพัฒนาวิธีการรักษาโรคทางทันตกรรมจึงเป็นเรื่องที่มีการพัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง

แต่ละยุคสมัยยังคงมีนวัตกรรมการรักษาที่ทันสมัย และเข้ามามีบทบาทเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อการวินิจฉัยโรคและช่วยเปลี่ยนแปลงขั้นตอนในการรักษาผู้ป่วยอยู่ไม่น้อย

สำหรับประเทศไทย ความก้าวหน้าทางด้านทันตกรรมของเรามาถึงจุดไหน พูดคุยกับ ทันตแพทย์ วีรวัฒน์ สัตยานุรักษ์หัวหน้าศูนย์ทันตกรรม โรงพยาบาลพญาไท 3 ซึ่งเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์นวัตกรรมในวงการทันตกรรมไทยเวลานี้ว่า เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ทางทันตกรรมในประเทศเองมากนัก จึงมีการนำนวัตกรรมด้านทันตกรรม จากต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นระยะๆ

ที่สำคัญบริษัทผู้ผลิตจากต่างชาติก็ให้ความสนใจ ในการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ มาให้ทันตแพทย์ไทยได้ทดลองและศึกษาเปรียบเทียบ จึงมองว่าเป็นโอกาสดีสำหรับทันตแพทย์ที่จะได้เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆที่จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษา

“ นวัตกรรมทางทันตกรรมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการวินิจฉัยโรคและการวางแผนการรักษาให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมากเพราะว่าการมีเครื่องมือในการรักษาที่ทันสมัยสามารถช่วยให้การรักษารวดเร็วแม่นยำและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น”

โดยทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยเพิ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมทันตแพทย์โลก(FDIBangkok2015) เมื่อเร็วๆนี้ โดยหัวข้อในการจัดงานคือ “ทันตกรรมแห่งศตวรรษที่21” เป็นการนำนวัตกรรมทางทันตกรรมจากต่างประเทศอาทิ สหรัฐฯ เยอรมนี และเกาหลีใต้ มาร่วมเปิดตัวในงาน ซึ่งทันตแพทย์วีรวัฒน์ได้กล่าวถึงนวัตกรรมที่เป็นไฮไลต์ๆหลัก ได้แก่

1.ระบบ CBCT (cone beamcomputerized tomography)  มีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่อง CT Scan ที่ใช้ทั่วไปในวงการแพทย์ ซึ่งการนำมาใช้ในงานทันตกรรม จะช่วยทำให้เห็นภาพเอกซเรย์ฟันเป็นรูปแบบสามมิติ สามารถตรวจรอยร้าวของฟัน ตำแหน่งของรูเปิดรากฟัน ตำแหน่งของรอยโรคต่างๆในกระดูกขากรรไกร นับว่ามีประโยชน์กับผู้ป่วย โดยเฉพาะโรคมะเร็งในช่องปาก หรือถุงน้ำในขากรรไกร

นับว่าเป็นระบบที่เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรครวมถึงช่วยในการวางแผนการรักษาได้ ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของเครื่องมือดังกล่าวคือใช้รังสีน้อยกว่าระบบการเอ็กซ์เรย์แบบเดิมที่เป็นสองมิติสามารถลดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายกับผู้ป่วยได้

2.ระบบ CAD –CAM SYSTEM (computer - aided design and computer - aidedmanufacturing) เป็นระบบที่ใช้ในการออกแบบฟันผ่านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ โดยจะช่วยลดขั้นตอนหลังจากการกรอฟัน จากเดิมที่ต้องพิมพ์ปาก เทปูนสร้างแบบฟันและส่งให้ห้องแล็บ ซึ่งใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3-7 วัน เมื่อมีระบบนี้จะช่วยลดระยะเวลาของขั้นตอนดังกล่าว

ทันตแพทย์สามารถสแกนแบบฟันของผู้ป่วยแล้วส่งข้อมูลไปยังห้องแล็บเพื่อสร้างแบบฟันได้เลย ถือว่าช่วยลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการสร้างพิมพ์ปาก รวมถึงโอกาสในการทำแบบฟันผิดพลาดก็จะน้อยลงด้วย โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้แพทย์และผู้ป่วยประหยัดเวลา การรักษามีความแม่นยำ และลดการแพร่กระจายเชื้อโรค

3. ไมโครสโคป (Microscope) หรือ กล้องจุลทรรศน์ อาจเรียกว่าเป็นเครื่องมือที่ไม่ใหม่ในวงการแพทย์เสียทีเดียว เพราะมีการใช้กล้องจุลทรรศน์สำหรับโรคตา-หู มาก่อน แต่สำหรับวงการทันตกรรมนับเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่ง จากเดิมที่ทันตแพทย์มักใช้ไฟฉายและกระจกเล็กๆ ส่องเพื่อหาจุดเกิดโรคในช่องปาก การนำอุปกรณ์ ไมโครสโคป (Microscope) นี้มาใช้ในการรักษาจึงเป็นประโยชน์ในการช่วยมองเห็นรายละเอียดของจุดเกิดโรคในช่องปากได้ชัดเจนขึ้น

ทันตแพทย์วีรวัฒน์กล่าวปิดท้ายว่า วิวัฒนาการของเครื่องมือทางทันตกรรมในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมความก้าวหน้าของวงการทันตกรรมโลก และ วงการทันตกรรมไทยเองก็พยายามที่จะเดินตามนวัตกรรมต่างๆนี้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการรักษาผู้ป่วย อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ทางการแพทย์เหล่านี้ เราอาจได้เห็นในโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาล หรือคลีนิคเอกชนก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องลุ้นกันว่า จะสามารถนำเครื่องมือเครื่องใช้ดังกล่าว มาใช้ได้อย่างครอบคลุมทั่วทั้งประเทศได้เมื่อไร

Cr.ประชาติธุรกิจ