เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจ (AED)

ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ส่วนใหญ่แล้วจะมีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ที่เป็นแบบแผ่วระรัวของหัวใจห้องล่าง  ซึ่งภาวะนี้จะทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจ (AED) จะปล่อยคลื่นไฟฟ้าเข้าสู่หัวใจ เพื่อหยุดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ เพื่อทำให้หัวใจกลับมาเต้นในจังหวะปกติ โดยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องช็อคหัวใจด้วยเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจ (AED) อย่างรวดเร็ว เพราะอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยจะลดลง 7-10 % ของทุกทุกนาที ที่หัวใจยังไม่กลับมาเต้นเป็นปกติ

วิถีการดำเนินชีวิตของสังคมไทยในปัจจุบันที่พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจากการที่มีคอเลสเตอรอลสูงหรือความดันโลหิตสูงก็พบมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดกรณีฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งจำเป็น ควรมี เครื่องวัดความดัน (Blood Pressure Monitor) ติดไว้ประจำบ้าน ขณะเดียวกันชุมชนก็ควรมีการติดตั้งเครื่อง AED ไว้ตามสถานที่สาธารณะ ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงเรียน บริษัทต่าง ๆ อาคารขนาดใหญ่ สนามกีฬา เป็นต้น เพื่อที่เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินในกลุ่มผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จัดฝึกการฟื้นคืนชีพเบื้องต้น (CPR) กับการใช้ เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจ (AED) เป็นเครื่องสำหรับฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ให้กับตัวแทนผู้อยู่อาศัยในชุมชนตลาดปีนัง คลองเตย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในพื้นที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้ บมจ.ล็อกซเล่ย์ เล็งเห็นความสำคัญของ เครื่อง AED และได้จัดซื้อเพื่อติดตั้งภายในบริษัท และชุมชนตลาดปีนัง คลองเตย ซึ่งเป็นชุมชนตลาดปีนัง คลองเตยใกล้เคียง

ผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ หรือประชาชนทั่วไป ที่ผ่านการฝึกอบรม CPR และการใช้เครื่อง AED มาแล้ว สามารถใช้ เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจ (AED) ได้ ดังที่คณะกรรมการแพทย์ฉุกเฉิน สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติประกาศให้ เครื่อง AED เป็น การปฐมพยาบาลอย่างหนึ่ง เครื่อง AED มีความปลอดภัยสำหรับการใช้งานสูง เนื่องจากเครื่องได้ถูกโปรแกรมมาแล้วให้ปล่อยไฟฟ้าเฉพาะการเต้นของหัวใจชนิด VT (Ventricular Tachycardia) ที่ไม่มีชีพจรเท่านั้น

โดย นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า โรคหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยทุกเพศ ทุกวัย และทุกที่ทุกเวลา ซึ่งอัตราของประชาชนที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน มีจำนวนมากพอๆ กับผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ดังนั้นประชาชนทุกคนจึงควรเรียนรู้วิธีการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ และควรเรียนรู้วิธีในการให้ ความช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินที่ มีภาวะอาการของโรคนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตให้ กับผู้ป่วย ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าให้ ความช่วยเหลือทางการแพทย์

ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นนอกโรงพยาบาล หากสังเกตว่าคนใกล้ชิดมีอาการต่างๆ เหล่านี้ ควรรีบแก้ไขในทันที อาทิเช่น เจ็บ แน่น กลางหน้าอก ร้าวไปที่คอ แขน หรือขากรรไกร เหงื่อออกอย่างมากจนรู้สึกหนาว อาจเกิดขณะที่ออกกำลังกายหรือมีอารมณ์เครียดอย่างกระทันหัน ความดันโลหิตสูงที่วัดได้จาก เครื่องวัดความดัน (Blood Pressure Monitor) คงอยู่นานราว 1-10 นาที ซึ่งผู้ที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงและชอบอาหารมันๆ สูบบุหรี่จัด เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน คนอ้วน ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เครียดง่าย เครียดบ่อย เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจะต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และถูกวิธีตามหลักห่วงโซ่ การรอดชีวิต คือการช่วยเหลือโดยการฟื้นคืนชีพเบื้องต้น (CPR) ประกอบกับการใช้ เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจ (AED) ภายในระยะเวลา 4 นาทีหลังจากหัวใจหยุดเต้น เพราะหากช้าเพียงนาทีเดียวก็จะทำให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยลดลง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติส่งเจ้าหน้าที่เข้าอมรม ให้ความรู้กับตัวแทนของชุมชนตลาดปีนัง คลองเตย ให้เรียนรู้ถึงการใช้งาน เครื่อง AED และการช่วยชีวิตตามห่วงโซ่ การรอดชีวิต อาทิ การเรียนรู้ขั้นตอนในการโทรขอความช่วยเหลือผ่าน สายด่วน 1669

อย่างไรก็ตามการที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการติดตั้ง เครื่อง AED ภายในชุมชนใกล้เคียง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ดังนั้น สพฉ. จึงอยากเชิญชวนให้บริษัทเอกชนที่มีความพร้อมเร่งติดตั้ง เครื่อง AED ภายในอาคารและชุมชนใกล้เคียงให้ได้มากที่สุด ซึ่งคุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช กรรมการผู้อำนวยการ มูลนิธิชิน โสภณพนิช บริจาคเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติจำนวน 10 เครื่องแก่ สพฉ ในส่วนของ สพฉ. เองก็มีโครงการส่งเสริมการติดตั้ง เครื่อง AED ในที่สาธารณะเพิ่มมากขึ้นด้วย อาทิ สนามบิน สถานีขนส่ง ตลาด และแหล่งชุมชนต่างๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตให้ผู้ป่วยฉุกเฉิน

Cr.ข่าว ฐานเศรษฐกิจ